ม.หอการค้าฯ หั่นจีดีพีปี64 เหลือโต 1.6% จาก 2.8% เซ่นโควิดรอบ 3

22 เม.ย. 64 13:39 น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

   ม.หอการค้าฯ หั่นจีดีพีปี64 เหลือโต 1.6% จากเดิมคาดโต 2.8% หลังมองโควิดรอบ 3 กระทบยาว 2 เดือน คาดทำจีดีพีหายรวม 2 แสนลบ. ภายใต้หากรัฐไม่มีมาตรการกระตุ้นศก.ช่วย หวั่นความต้องการแรงงานหายเดือนละเฉียด 1.5 แสนคน 

   นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยในงานแถลงข่าว การประเมินผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกที่ 3 ที่มีต่อเศรษฐกิจไทย ว่า การแพร่ระบาดโควิดระลอก 3 ทำให้ปรับลดประมาณการ การเติบโตเศรษฐกิจ(จีดีพี) ทั้งปี 64 เหลือโต 1.6% จากฐานการคาดการณ์ในเดือนธ.ค.63 ว่าปีนี้จีดีพีจะเติบโตได้ 2.8%

   ขณะที่ภาพรวมตัวเลขการส่งออกปี 64 คาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 4.7% จากเดิมที่คาดว่าเติบโตเพียง 3.5% และอัตราเงินเฟ้อคาดอยู่ที่ 1.1% จากเดิมคาดอยู่ที่ 1% ทั้งนี้การประเมินคาดการณ์ตัวเลขดังกล่าวยังไม่นับรวมเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐฯ ที่เข้ามาช่วยในช่วงที่เหลือปีนี้

   นอกจากนี้มองว่าการระบาดระลอก 3 จะส่งผลให้จีดีพีหายไป 3,338 ล้านบาท /วัน หากคิดเป็นรายเดือนจะหายไป 100,140 ล้านบาท หรือลดลง 0.62% ต่อเดือน ซึ่งมองว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะกินเวลามากสุดในช่วง 2 เดือน หรือคิดสัดส่วนผลกระทบจีดีพี -1.24% หรือมูลค่าผลกระทบหายไป 200,279 ล้านบาท  ด้านผลกระทบความต้องการใช้แรงงานลดลง 148,933 คน/เดือน

    ” ม.หอการค้าไทยยังไม่ได้ปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจ แต่เราประเมินผลกระทบเศรษฐกิจที่เกิดจากโควิดครั้งนี้ ดังนั้นเศรษฐกิจจะเติบโตได้เท่าไหร่ จะต้องขึ้นอยู่ผลจากมาตรการช่วยเหลือภาครัฐว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจกลับเท่าไหร่ซึ่งภาครัฐยังมีเงินประมาณ 2.4 แสนล้านบาทมองว่าเพียงพอเยียวยาเศรษฐกิจรอบนี้ หนุนให้เศรษฐกิจปีนี้ยังเติบโตได้ในกรอบ 2.5-3% ตามคาดการณ์เดิม โดยมองว่ารอบนี้สถานการณ์แพร่ระบาดจะยังไม่รุนแรงขึ้นมาก ”  นายธนวรรธน์กล่าว

   ด้านข้อเสนอแนะภาครัฐบาลเกี่ยวกับบริหารจัดการ ควรเร่งกระบวนการการผลิต และการกระจายวัคซีนแอสตราเซเนกา ที่ ผลิตโดยโรงงานในประเทศไทย รวมถึงนำเข้าวัคซีนทางเลือกอื่นๆ และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนนำเข้าวัคซีน (ภาคใต้การกำกับดูแลของ อย.) เพื่อนำมาฉีดให้กับพนักงานของตัวเองได้

   อีกทั้งต้องเร่งฉีดวัคซีนให้ครอบคลุม 70% ของจำนวนประชากรอย่างเร็วที่สุด โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีแผนจะทำ Sandbox รวมถึงเร่งเจรจาและลงนามกับประเทศต่างๆ ที่มีแผนว่าจะทำ Travel Bubble ร่วมกัน นอกจากนี้ต้องสร้างความเข้าใจกับภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่ที่มีแผนว่าจะทำ Sandbox ประกอบกับทำการประชาสัมพันธ์เชิญชวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ และควบคุมกิจกรรมหรือสถานที่เสี่ยงแพร่เชื้ออย่างเข้มงวด

   “คิดว่ายังคงมีมาตรการภาครัฐอื่นๆ เข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งสิ่งที่ทำได้อาจเป็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มเติม ขยายโครงการเราชนะที่แยกส่วนจากคนละครึ่ง ซึ่งมาตรการเหล่านี้หากสามารถอัดฉีดเข้าไปช่วงปลายQ2/64 หรือต้น Q3/64 ภายใต้ส่งออกดีขึ้น รวมถึงการสนับสนุนโครงการภูเก็ต Sandbox เพราะส่งสัญญาณเปิดประเทศสำหรับการท่องเที่ยว จะมีโอกาสทำให้กรอบเป้าหมายนักเที่ยวอยู่ในช่วง 4- 6 ล้านคนเป็นไปได้ง่ายขึ้น ” นายธนวรรธน์กล่าว

รายงาน    ชุติมา อภิชัยสุขสกุล 
เรียบเรียง  สุรเมธี มณีสุโข 
อนุมัติ     พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน 

Cr.efinancethai