สวนดุสิตโพล : “ตกงาน” ปัญหาใหญ่ที่สุดของคนไทยช่วงวิกฤต COVID-19

28-03-2021 13:36:33 by ratirita

การตกงานในช่วง COVID-19 เป็นปัญหาใหญ่ที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญเพราะการตกงานนั้นกระทบต่อการดำเนินชีวิต ปัญหาทางการเงิน ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ปัญหาครอบครัว รวมถึงกระทบต่อภาพเศรษฐกิจใหญ่ของประเทศอีกด้วย

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,155 คน (สำรวจทางออนไลน์) ระหว่างวันที่ 15-18 มีนาคม 2564 สรุปผลได้ ดังนี้ สถานการณ์การเงินของประชาชนตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 เป็นอย่างไร

ที่เพิ่มขึ้นภาพรวมที่ลดลงภาพรวม
1ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ/ยา/การป้องกันโควิด-1938.65%1เงินออม47.10%
2ค่าอาหาร/เครื่องดื่มรายวัน22.59%2ค่าเสื้อผ้า/หน้า/ผม36.40%
3หนี้บัตรเครดิต22.49%3ค่าเดินทางรายวัน26.39%

ในยามที่ลำบากต้องการใช้เงินฉุกเฉิน ประชาชนจะหาเงินจากแหล่งใด

อันดับ 1นำเงินออม/เงินเก็บส่วนตัวออกมาใช้55.23%
อันดับ 2ยืมจากคนในครอบครัว42.57%
อันดับ 3สินเชื่อธนาคาร32.98%
อันดับ 4ยืมจากเพื่อน/คนรู้จัก27.70%
อันดับ 5กดบัตรเงินสด26.56%

(Photo by Allison Joyce/Getty Images) ประชาชนคิดว่าสถานการณ์ “ตกงาน” ของคนไทย ณ วันนี้เป็นอย่างไร

อันดับ 1เกิดความเครียด/วิตกกังวล65.94%
อันดับ 2มีผลมาจากปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำที่สะสมมานาน61.51%
อันดับ 3ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรม โจร ขโมย เพิ่มมากขึ้น60.30%
อันดับ 4การระบาดของ COVID-19 ทำให้คนตกงาน59.25%
อันดับ 5ทำให้เกิดปัญหาครอบครัว53.00%

ประชาชนคิดว่ารัฐบาลจะช่วยแก้ปัญหาการ “ตกงาน” ได้อย่างไร

อันดับ 1ให้มีการฝึกอาชีพ สร้างอาชีพเสริม56.66%
อันดับ 2จ่ายเงินชดเชยช่วยเหลือเยียวยาอย่างรวดเร็วไม่ยุ่งยาก49.52%
อันดับ 3สนับสนุนให้แรงงานพัฒนาทักษะต่าง ๆ เพิ่มขึ้น48.39%
อันดับ 4ช่วยสร้างงานในท้องถิ่น/บ้านเกิด47.08%
อันดับ 5หางานพิเศษ/งานเสริมระหว่างรอหางานหลัก46.30%

*หมายเหตุ   ผู้ตอบสามารถระบุความคิดเห็นได้มากกว่า 1 เรื่อง (ค่าร้อยละจึงคำนวณในแต่ละข้อ) (Photo by Allison Joyce/Getty Images) สรุปผลการสำรวจ : “ตกงาน” ปัญหาใหญ่ของคนไทย ณ วันนี้

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิตสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “ตกงาน” ปัญหาใหญ่ของคนไทย ณ วันนี้กลุ่มตัวอย่าง 1,155 คน สำรวจวันที่ 15-18 มีนาคม 2564 พบว่า ตั้งแต่มี COVID-19 ประชาชนใช้จ่ายเรื่องสุขภาพเพิ่มขึ้น 38.65% แต่เงินออมลดลง 47.10%

เมื่อต้องใช้เงินฉุกเฉินจะนำเงินเก็บส่วนตัวออกมาใช้ 55.23% โดยมองว่าสถานการณ์ “ตกงาน” ณ วันนี้ ทำให้เกิดความเครียด วิตกกังวล 65.94%  จึงอยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาโดยให้มีการฝึกอาชีพ สร้างอาชีพเสริมให้กับประชาชน 56.66% ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังมี COVID-19 ตัวเลขการตกงานของคนไทยก็ไม่ได้อยู่ในสภาวะที่สบายใจได้เท่าใดนัก เมื่อ COVID-19 เข้ามาจึงเป็นเหมือนตัวเร่งให้ยอดคนตกงานพุ่งสูงขึ้น แรงงานอีกหลายส่วนก็ยังอยู่ในสถานะที่ไม่รู้ว่าจะยื้อไปได้อีกนานแค่ไหน ปัญหาตกงานจึงเป็นปัญหาใหญ่ของคนไทย ณ วันนี้ และควรจะต้องเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาลด้วยเช่นกัน เพราะหากมุ่งแก้เฉพาะปัญหาการเมือง สุดท้ายแล้วเศรษฐกิจไทยจะหลับลึกและไม่ตื่นก็เป็นได้ Photo : Shutterstock

ในปี 2563 อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยลดลงถึง 6.6% อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ติดลบ 0.9% เป็นผลมาจากการที่ประชาชนมีรายได้ชั่วโมงการทำงาน และค่าล่วงเวลาลดลงจำเป็นต้องใช้เงินออม เพื่อใช้จ่ายเกี่ยวกับอุปกรณ์ป้องกันโรคระบาดมีการก่อหนี้บัตรเครดิตมากขึ้น

จากข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐแสดงให้เห็นว่า คนไทยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 14 ล้านคน มีรายได้ไม่เกิน 2,500 บาทต่อเดือน รวมทั้งคนไทยที่มียอดเงินฝากไม่เกิน 50,000 บาท สูงถึง 86.6% ของจำนวนบัญชีเงินฝากทั้งหมด สิ่งเหล่านี้ล้วนบ่งชี้ให้เห็นถึงระดับรายได้ และเงินออมของคนไทยส่วนใหญ่ต่ำมาก ปัจจุบันมีผู้ว่างงานจำนวน 650,000 คน คิดเป็น 1.69% ของกำลังแรงงานมีแนวโน้มสูงขึ้นกว่าปีก่อน

ดังนั้นทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชนจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างงาน และพัฒนาทักษะใหม่ เช่น การพัฒนาระบบ อี-คอมเมิร์ซ และระบบโลจิสติกส์ที่เป็นของคนไทย การส่งเสริมการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามอเตอร์ และแบตเตอรี่การเกษตรปลอดภัย และอาหารสุขภาพโดรนทางการเกษตร การติดตั้งโซล่าเซลล์ทั้งภาคในเมืองและภาคการเกษตร เป็นต้น

โดย ผศ.ดร.ประศาสน์ นิยม อาจารย์ประจำหลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิต คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

Cr. POSITIONING