สภาพัฒน์ฯหั่นจีดีพีปี64 เหลือโต2.5-3.5% ส่วนปี63 ลบ6.1%ต่ำสุุดรอบ 22ปี

15 ก.พ. 64 10:30 น.สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

  สภาพัฒน์ฯ หั่นเป้าจีดีพีไทยปี 64 เหลือโต 2.5-3.5% จากเดิมคาด 3.5-4.5% แต่ส่งออก – เงินเฟ้อมีสัญญาณดีขึ้น จับตาการกระจายวัคซีน นโยบายเศรษฐกิจต่างประเทศ เสถียรภาพทางการเมือง ฟากจีดีพีปี 63 ติดลบ 6.1% ต่ำสุดในรอบ 22 ปี นับแต่วิกฤติต้มยำกุ้งปี 41

   นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจไทยว่า สศช.ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยในปีนี้ ลดลงมาอยู่ที่ 2.5-3.5% โดยมีค่ากลางที่ 3% จากเดิมคาด 3.5-4.5%

   ขณะที่การส่งออกคาดว่าจะขยายตัว 5.8% จากเดิมคาด 4.2%  ด้านนำเข้าขยายตัว 6.5% จากเดิมคาด 5.3%  ส่วนเงินเฟ้อทั่วไป ประเมินว่าจะอยู่ที่ 1-2% จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ 0.7-1.7%  
 
   “การขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ ที่มีค่ากลางที่ 3% นั้น ยังมีปัญหาความเสี่ยงเยอะที่ต้องติดตาม และในช่วงประมาณการ ยังอยู่บนฐานที่มีความเสี่ยงในแง่ของการระบาด และผลกระทบที่เกิดขึ้นในไตรมาส 1 ของปีนี้ด้วย”นายดนุชา กล่าว

   ด้านค่าเงินบาทเฉลี่ยทั้งปี 64 จะอยู่ในช่วง 29.5-30.5 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ 48-58 ดอลลาร์ต่อบาเรล ด้านรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ คาดว่าจะอยู่ที่ 0.32 ล้านล้านบาท ลดลงจาก 0.44 ล้านล้านบาทในปี 63 และคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวในปี 64 จาก 5 ล้านคน เป็น 3.2 ล้านคนในกรณีฐาน โดยเป็นผลจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในหลายประเทศทั่วโลกที่ยังยืดเยื้อ และการแพร่ระบาดรอบใหม่ในไทย

   สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 64 มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องจากครึ่งหลังของปี 63 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากความคืบหน้าของการอนุมัติและการกระจายวัคซีนให้กับประชาชนในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก ประกอบกับผลจากการดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมทั้งด้านการเงินและการคลัง

   รวมถึงแรงขับเคลื่อนจากภาครัฐทั้งจากการเบิกจ่ายภายใต้กรอบงบประมาณประจำปีและมาตรการทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น การเบิกจ่ายภายใต้กรอบงบประมาณประจำปี 64 ซึ่งในกรณีฐานคาดว่าจะมีการเบิกจ่ายสะสมทั้งปีงบ 64 ทั้งสิ้น 93.5% ของกรอบงบประมาณทั้งหมด แบ่งเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำ 98% และงบประมาณรายจ่ายลงทุน 75% ซึ่งจะทำให้ทั้งปีงบ 64คาดว่าจะมีการใช้จ่ายงบทั้งสิ้น 3.07 ล้านล้านบาท

   ขณะที่การเบิกจ่ายภายใต้พระราชกำหนดเงินกู้ฯ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเบิกจ่าย ณ สิ้นปีงบ 64 รวมทั้งสิ้น 800,000 ล้านบาท โดยเป็นการเบิกจ่ายในปีงบ 64 ทั้งสิ้น 510,000 ล้านบาท หรือ 76% เมื่อเทียบกับปีงบ และการเบิกจ่ายภายใต้งบลงทุนรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ โดยคาดว่าจะเบิกจ่ายได้ 70% จากวงเงินที่ได้รับอนุมัติ เป็นต้น

   อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในปี 64 ยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือ ความไม่แน่นอนด้านความล่าช้าของการกระจายวัคซีน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งความไม่แน่นอนด้านประสิทธิภาพวัคซีน ในการตอบสนองต่อการสร้างภูมิคุ้มกัน โดยในกรณีฐานของไทยคาดว่าจะสามารถกระจายวัคซีนในปริมาณมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ส่งผลให้ 50% ของประชากรไทยจะได้รับวัคซีนในปี 64 และ 75% ภายในครึ่งแรกของปี 65

   ทั้งนี้ ภายใต้สมมติฐานการระบาดและการกระจายวัคซีนดังกล่าว จึงคาดว่า ประเทศต้นทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติและไทยจะเริ่มพิจารณาเตรียมการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการเดินทางระหว่างประเทศและเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้นในช่วงไตรมาส 4/64 แต่ยังอยู่บนเงื่อนไขของการรักษาความปลอดภัยด้านการเดินทางและการป้องกันการระบาดของโรคเป็นสำคัญ

   ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงจากสถานการณ์ภัยแล้ง เงื่อนไขฐานะการเงินของภาคครัวเรือนและธุรกิจภายใต้ภาวะแรงงานยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ โดยการฟื้นตัวของการใช้จ่ายของครัวเรือนและการลงทุนภาคเอกชนถูกจำกัดด้วยฐานะทางการเงิน แม้ภาครัฐจะดำเนินมาตรการเพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาสภาพคล่องและมาตรการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง

   นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจและการเงินโลก ซึ่งประกอบด้วย การเปลี่ยนแปลงนโยบายระหว่างประเทศของนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและการเคลื่อนย้ายเงินทุน นโยบายการเงินของประเทศสำคัญในระยะต่อไป

   รวมถึงความเสี่ยงจากปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศที่มีโครงสร้างและปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ และมีการระบาดของโควิด-19 รุนแรง และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และเสถียรภาพทางการเมือง

   ด้านเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/63 ติดลบ 4.2% ขณะที่การส่งออกติดลบ 1.5% และนำเข้าติดลบ 5.9% และเงินเฟ้อทั่วไปติดลบ 0.4% ส่งผลให้ทั้งปีเศรษฐกิจไทยติดลบ 6.1% ซึ่งต่ำสุดในรอบ 22 ปี นับตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 41 ที่ติดลบ 7.6% ขณะที่ส่งออกในปี 63 ติดลบ 6.6% และนำเข้าติดลบ 13.5% ด้านเงินเฟ้อทั่วไปติดลบ 0.8%

   นายดนุชา กล่าวทิ้งท้ายว่า  สำหรับการบริหารเศรษฐกิจมหภาคในปี 64  ควรให้ความสำคัญ 9 ด้านประกอบด้วย

    1.การควบคุมการแพร่ระบาดและการป้องกันการกลับมาระบาดรุนแรงภายในประเทศของโควิด-19 ที่ยังต้องติดตาม

   2.การรักษาบรรยากาศทางการเมืองในประเทศ
 
    3.การดูแลภาคเศรษฐกิจที่ยังมีข้อจำกัดในการฟื้นตัว โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงการดำเนินมาตรการช่วยเหลือ SME เพิ่มเติม

   4.การรักษาแรงขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ
 
   5.การขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าเพื่อสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศ

   6.การส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน โดยเร่งรัดให้เกิดการลงทุนจริง การลดเงื่อนไขข้อจำกัด การดำเนินมาตรการส่งเสริมการลงทุนเชิงรุก

   7.การเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

   8.การเตรียมมาตรการรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ภัยแล้งและการดูแลรายได้เกษตร

   9.การติดตามและเตรียมการรับรองความเสี่ยงจากความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก คสบคู่ไปกับการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

รายงาน    ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ 
เรียบเรียง  สุรเมธี มณีสุโข 
อนุมัติ     พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน 

Cr.Efinancethai