อาเซียนเจอพิษการค้าสหรัฐฯ

30 ธ.ค. 2563 • 14:29 การเงินธนาคาร

ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่สหรัฐฯ นาย Joe Biden กว่าจะเข้ารับตำแหน่งผู้นำทำเนียบขาวอย่างเป็นทางการ ประมาณกลางเดือนมกราคม 2021 ในระยะนี้รัฐบาล Donald Trump จึงยังคงบริหารจัดการประเทศต่อไป และดูเหมือน นาย Trump และทีมงานยังไม่มีท่าทีว่าจะวางมือการบริหารในประเด็นสำคัญๆ ลงแต่อย่างใด

ประเด็นหนึ่งที่ก่อให้เกิดความอึดอัดไม่สบายใจแก่ประเทศอาเซียนก็คือ ปัญหาทางการค้าระหว่างกัน รายงานข่าวของ AFP ระบุว่า หน่วยงานสหรัฐฯที่เรียกว่า US Customs and Border Protection ได้ประกาศห้ามนำเข้าน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มจากบริษัทชั้นนำของมาเลเซีย FGV Holdings Bhd ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่สุดของมาเลเซีย

ด้วยเหตุผลที่ว่า จากการสืบสวนสอบสวนเรื่องราวการร้องทุกข์ขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไร หรือ NGO ในกรณีที่บริษัท FGV มีพฤติกรรมละเมิดจริยธรรมร้ายแรง โดยเฉพาะการใช้แรงงานเด็ก แรงงานต่างชาติอย่างทารุณทั้งร่างกายและจิตใจ รวมถึงมีการละเมิดทางเพศกับแรงงานต่างชาติด้วย ซึ่งข้อกล่าวหาเหล่านี้ ทางการสหรัฐฯได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริง จึงมีคำสั่งห้ามการนำเข้าน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มจากบริษัท FGV

น้ำมันปาล์ม นับเป็นวัตถุดิบสำคัญที่บริษัทสหรัฐฯนำไปใช้ในการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคมากมาย ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องสำอาง บริษัทที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ของ FGV อาทิ Procter & Gamble Co และ Nestle SA เป็นต้น ทั้งนี้ มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย จัดเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่สุดของโลก รวมกันประมาณ 85% ของปริมาณน้ำมันปาล์มในตลาดโลก

กลุ่ม NGO ระบุว่า บริษัท FGV ได้ทำลายผืนป่าในมาเลเซียเป็นจำนวนมาก เพื่อนำไปใช้ในการเพาะปลูกปาล์ม และนำแรงงานต่างชาติมาใช้ในกระบวนการเพาะปลูกและผลิตในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม โดยแรงงานเหล่านี้มาจากประเทศอินเดีย บังกลาเทศ และ อินโดนีเซีย โดยให้ค่าจ้างแรงงานต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งมีแรงงานจำนวนมากกลับต้องจ่ายเงินให้แก่กลุ่มอิทธิพลในโรงงานเพื่อรักษาตำแหน่งงานไว้ ทำให้แรงงานต่างชาติมีภาระหนี้สินรุงรัง และความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น

อย่างไรก็ตาม บริษัท FGV ได้แสดงความรู้สึกเสียใจกับคำสั่งของทางการสหรัฐฯที่ห้ามนำเข้าน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มของบริษัท เนื่องจากที่ผ่านมา เมื่อบริษัทได้ทราบข้อกล่าวหาในประเด็นเกี่ยวกับการละเมิดมนุษยธรรมด้านแรงงาน บริษัทได้มีการปรับปรุงกระบวนการจ้างงานอย่างโปร่งใส และมีการจัดหาที่พักอาศัยให้ถูกต้องตามหลักสุขอนามัย รวมถึงการกำหนดค่าจ้างแรงงานและสวัสดิการอื่นๆ ตามกฎหมายมาเลเซีย แต่น่าเสียดายที่การสืบสวนของสหรัฐฯในช่วงที่ผ่านมา กลับไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงของ FGV ไปในทิศทางที่ดีขึ้น

กลุ่ม NGO พอใจในการตัดสินของทางการสหรัฐฯ ซึ่งแสดงว่าบริษัทต่างๆ ไม่ว่าจะมีขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก แต่เมื่อละเมิดจริยธรรมด้านแรงงานอย่างรุนแรง ก็ควรได้รับการลงโทษ ส่วนทางการสหรัฐฯมองว่า พฤติกรรมเอาเปรียบแรงงาน โดยเฉพาะค่าแรง ทำให้บริษัทมีกำไรอย่างไม่เป็นธรรม และยังเอาเปรียบคู่แข่งขันในตลาดสหรัฐฯอีกด้วย เพราะต้นทุนต่ำกว่า จึงสามารถเสนอราคาถูกกว่าคู่แข่ง

เวียดนาม ก็เป็นอีกประเทศหนึ่งในอาเซียน ที่โดนรัฐบาล Trump เล่นงานเร็วๆ นี้ โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ประกาศที่จะใช้อัตราภาษีต่อต้านการบิดเบือนตลาดกับเวียดนาม ในอัตราเฉลี่ยราว 6.23-10.08% แก่ผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ของเวียดนาม ซึ่งจะมีผลทำให้สินค้าหมวดดังกล่าวของเวียดนาม เสียภาษีเพิ่มขึ้นเมื่อส่งออกไปขายในตลาดสหรัฐฯ

ทางการสหรัฐฯระบุว่า การลงโทษเวียดนามครั้งนี้ เป็นไปตามกฎระเบียบใหม่ที่สหรัฐฯให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เกี่ยวกับการที่ประเทศคู่ค้าใช้มาตรการบิดเบือนค่าเงินท้องถิ่นของตนให้ต่ำกว่าระดับที่ควรจะเป็น จนทำให้การส่งออกของประเทศนั้นๆ ได้เปรียบในการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ และที่ผ่านมา เวียดนามได้อยู่ในบัญชีเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ในกรณีการแทรกแซงค่าเงินให้ต่ำลง จนทำให้เวียดนามมีดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลกับสหรัฐฯ ซึ่งทางการสหรัฐฯเชื่อว่า ธนาคารกลางเวียดนาม ได้เข้าไปซื้อสกุลเงินดอลลาร์เป็นระยะๆ เพื่อยับยั้งการแข็งค่าของสกุลเงินเวียดนาม นับเป็นพฤติกรรมที่บิดเบือนค่าเงิน

ไทยก็เป็นอีกหนึ่งชาติอาเซียนที่สหรัฐฯ ประกาศตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือ GSP โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 ธันวาคมศกนี้ ด้วยสาเหตุที่ว่า ไทยไม่เปิดตลาดให้แก่สินค้าสหรัฐฯอย่างเท่าเทียมกันและสมเหตุสมผล โดยเฉพาะตลาดเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ จึงทำให้ทางการสหรัฐฯมีคำสั่งยกเลิก GSP สินค้าไทยประมาณ 231 รายการ

แต่ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ไทย ชี้แจงว่า สินค้าไทยที่ใช้สิทธิ GSP สหรัฐฯจริงในช่วงที่ผ่านมา มีจำนวน 147 รายการ คิดเป็นมูลค่าราว 604 ล้านดอลลาร์ หากต้องกลับไปเสียภาษีตามปกติของสหรัฐฯ ไทยจะต้องเสียภาษีประมาณ 3-4% สินค้าส่งออกไทยไปยังสหรัฐฯที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบครั้งนี้ อาทิ อุปกรณ์ชิ้นส่วนรถยนต์และส่วนประกอบ พวงมาลัยรถยนต์ ล้อรถยนต์ กระปุกเกียร์ กรอบโครงสร้างแว่นตาทำด้วยพลาสติก เคมีภัณฑ์ อะลูมิเนียม เป็นต้น

ปัจจุบัน สหรัฐฯให้ GSP แก่ทุกประเทศประมาณ 3,500 รายการ โดยกำหนดเงื่อนไขการตัดสิทธิ GSP เช่น ระดับการพัฒนามีรายได้ประชาชาติต่อหัวเป็นจำนวนเงินเกิน 12,375 ดอลลาร์ การเปิดตลาดสินค้าและบริการแก่สหรัฐฯ การคุ้มครองสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา การคุ้มครองสิทธิแรงงาน การกำหนดนโยบายการลงทุนชัดเจน การลดข้อกีดกันทางการค้า และ การร่วมมือกับสหรัฐฯในกรณีต่อต้านการก่อการร้าย เป็นต้น

Cr. การเงินธนาคาร