CIMBT คาดศก.ไทย Q1/64 มีโอกาสหดตัว หลังรัฐออกมาตรการคุมโควิด

24 ธันวาคม 2563 | 17:27 สำนักข่าวไทย

  CIMBT มองว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/64 มีโอกาสหดตัวเทียบไตรมาสก่อนหน้า หลังรัฐออกมาตรการคุมโควิด-19 แต่ยังไม่ถึงขั้นล็อคดาวน์ ทำให้เศรษฐกิจสะดุดบ้าง

  ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ CIMBT เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกปีหน้าหลังมีมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่อาจทำให้เศรษฐกิจไทยกลับไปหดตัวเทียบไตรมาสต่อไตรมาส และทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจสะดุดไปบ้าง แต่เนื่องจากมาตรการที่ออกมาไม่ใช่การล็อกดาวน์ทั่วประเทศ และยังมีส่วนสนับสนุนจากการส่งออก และมาตรการทางการคลังของภาครัฐ

  ทั้งนี้คงต้องรอความชัดเจนของมาตรการควบคุมต่างๆ และความรุนแรงของการระบาดรอบนี้ก่อนปรับการประมาณการทางเศรษฐกิจ แต่ก็มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเกิด double-dip recession และทำให้เศรษฐกิจไทยปีหน้าอาจขยายตัวไม่ถึง 3 % ซึ่งน้อยกว่าที่เราคาดไว้ก่อนหน้าที่ 4.1%

  โดยการกลับมาระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในหลายจังหวัด จนล่าสุดทางศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด -19 หรือ ศบค. ได้ออกมาตรการเตรียมความพร้อมโดยแบ่งความเข้มงวดในการจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมออกตามพื้นที่แยกตามจำนวนผู้ติดเชื้อและแนวโน้มในความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ได้จึงมองว่าไม่น่าจะส่งผลเชิงลบกับเศรษฐกิจมากเท่าที่เห็นในช่วงไตรมาสสอง เนื่องจากทางราชการยังอนุญาตให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ดำเนินต่อไปได้ แม้อาจต้องจำกัดจำนวนคนเพื่อรักษาระยะห่าง

  มาตรการอาจส่งผลให้ผู้ใช้บริการและรายได้ของธุรกิจลดลงไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้ธุรกิจส่วนใหญ่เดินหน้าต่อได้ ไม่เกิดการปิดกิจการ เลิกจ้าง ซึ่งอาจส่งผลให้รายได้ครัวเรือนลดลงจนกระทบการใช้จ่ายของคนทั่วไปได้ โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือยที่คนอาจชะลอการตัดสินใจซื้อ หรือแม้แต่อาหาร เครื่องดื่มที่คนอาจลดการรับประทานเมื่อใช้เวลาในบ้านมากขึ้น

  ทั้งนี้มองว่า การใช้จ่ายของคนในประเทศ ไตรมาสแรกปีหน้า อาจกลับมาหดตัวแรงขึ้น หลังส่งสัญญาณการฟื้นตัวในช่วงไตรมาสสาม แต่จะรุนแรงเพียงไรก็ขึ้นกับความเข้มข้นของมาตรการในการจำกัดกิจกรรมต่างๆ

  อย่างไรก็ดีรายได้ภาคเกษตรในช่วงไตรมาสแรกปีหน้า ยังอยู่ในระดับการฟื้นตัวที่ดีขึ้น จากทั้งราคาที่อยู่ในระดับสูง และผลผลิตภาคเกษตรที่น่าจะออกมามากขึ้นหลังพ้นปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงในปีนี้

  ในส่วนการลงทุนภาคเอกชนน่าจะยังหดตัวต่อเนื่องในปีหน้า ทั้งจากยอดขายที่ลดลงส่งผลให้เอกชนลดการผลิตสินค้าและน่าจะระบายสต๊อกสินค้าที่ยังอยู่ในระดับสูง อีกทั้งการที่มีแรงงานต่างด้าวติดเชื้อโควิดเป็นจำนวนมากก็อาจมีผลให้แรงงานขาดแคลนมากขึ้นในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น แรงส่งของเศรษฐกิจในประเทศยังอยู่ที่การใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนภาครัฐ

  รัฐบาลอาจเตรียมความพร้อมในการออกมาตรการชดเชยผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการต่างๆ เช่นการแจกเงินชดเชยรายได้ที่หายไป หรือการลดรายจ่ายที่จำเป็น เช่นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง

  อย่างไรก็ดี ภาครัฐอาจกำลังทบทวนผลกระทบจากมาตรการต่างๆ ก่อนว่าสมควรเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงไร เพราะหากยังอนุญาตให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ดำเนินต่อได้ แม้รายได้ลดลง แต่ก็ไม่ใช่การจำกัดทั้งหมดเหมือนรอบแรก จึงอาจไม่ชดเชยเท่าแต่ก่อน

  นอกจากนี้ ด้วยหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นเร็วอาจทำให้รัฐบาลต้องระมัดระวังไม่ก่อหนี้มากเกินไป แต่ในประเด็นหนี้สาธารณะชนเพดานนี้ เราคิดว่าอาจไม่ใช่อุปสรรคสำคัญ เพราะหากเป็นการก่อหนี้เพื่อฟื้นฟูประเทศและป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจทรุดหนัก พร้อมมีมาตรการหารายได้มาเพิ่มเติมในอนาคต การก่อหนี้ก็มีความจำเป็นและไม่น่ากระทบกับอันดับความน่าเชื่อถือประเทศ

  แม้แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศอาจสะดุดจากการกลับมาระบาดของเชื้อโควิด-19 แต่ปัจจัยในประเทศน่าจะควบคุมได้ และมีมาตรการทั้งการเงินและการคลังในการประคองเศรษฐกิจ แต่ปัจจัยที่ยากต่อการควบคุมคืออุปสงค์ต่างประเทศที่กระทบภาคการส่งออกของไทยที่มีสัดส่วนสูงกว่า 60% ของ GDP ซึ่งการระบาดของโควิดรอบใหม่นี้ไม่ใช่เกิดที่ประเทศไทยเพียงที่เดียว แต่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศจนต้องงดจัดงานคริสมาสต์และปีใหม่ และอาจลากยาวไปช่วงฤดูหนาวนี้ จนอาจทำให้ภาคการส่งออกที่กำลังฟื้นตัวกลับมาหดตัวมากขึ้น

  การที่หลายประเทศได้ออกมาตรการทางการคลังอย่างเร่งด่วนในการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ น่าจะช่วยประคองอุปสงค์ต่างประเทศ และน่าจะสนับสนุนการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และสินค้าเกษตรตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากความต้องการสินค้าเพื่อใช้ในการทำงานที่บ้าน แต่กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนอาจได้รับผลกระทบบ้าง

  นอกจากนี้ ปัจจัยชี้วัดการส่งออกของไทยในไตรมาสแรกปีหน้าที่สำคัญอีกประการคือราคาน้ำมัน เนื่องจากสินค้ากลุ่มเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ภาคเกษตรมีราคาที่ผันผวนตามราคาน้ำมัน หากราคาน้ำมันทรงตัวต่อเนื่องจากช่วงปลายปีนี้ไปถึงไตรมาสแรกปีหน้าได้ ก็มีส่วนสำคัญที่จะช่วยพยุงการส่งออกของไทยได้

  อีกทั้งหากทางธนาคารแห่งประเทศไทยมีมาตรการช่วยให้เงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับต่างประเทศได้ ไม่แข็งค่าเร็วจนเกินไป ก็น่าจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันผู้ส่งออกได้เช่นเดียวกัน

เรียบเรียง  จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช 
อนุมัติ     อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร

Cr.Efinancethai