พาณิชย์ แนะเอกชนติดตามนโยบายการค้าใกล้ชิด นับถอยหลังสู่ Brexit ปี 64

17 ธ.ค. 63 15:51 Infoquest

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ติดตามสถานการณ์กรณีสหราชอาณาจักร (ยูเค) หรืออังกฤษ จะออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) อย่างสมบูรณ์ หรือ Brexit ในวันที่ 1 มกราคม 2564 และยูเคจะเริ่มใช้นโยบายและมาตรการทางการค้าของตนเอง ซึ่งเบื้องต้นประเมินว่านโยบายการค้าของยูเคภายหลังเบร็กซิทจะผ่อนคลายและยืดหยุ่นกว่าของอียู เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภคและผู้ประกอบการในยูเค รวมถึงเอื้อต่อการพัฒนาเป็น “trading nation” ของยูเคภายหลัง Brexit

นางอรมน กล่าวว่า สำหรับนโยบายและมาตรการทางการค้าสำคัญของยูเค ที่จะส่งผลต่อการส่งออกของไทยภายหลัง Brexit คือ

  1. ยูเคจะยกเลิกภาษีศุลกากรที่เก็บกับสินค้านำเข้าคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 48% ของรายการสินค้าทั้งหมด ซึ่งประเทศที่ยังไม่มีความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับยูเค รวมถึงไทยจะได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว โดยสินค้าที่จะยกเลิกภาษีนำเข้าหลัง Brexit ทันที อาทิ ผลไม้ อาหารที่จัดทำไว้สำหรับการเลี้ยงสัตว์ เวชภัณฑ์ เศษของโลหะมีค่า เครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติ และวงจรพิมพ์
  2. ยูเคจะลดอัตราภาษีสินค้านำเข้าเหลือ 2-10% เป็นสัดส่วน 30% ของรายการสินค้าทั้งหมด อาทิ เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณชุบโลหะ ซอสและของปรุงแต่งสำหรับทำซอส ข้าวกล้อง และข้าวขาว
  3. ยูเคยังคงเก็บภาษีนำเข้า 12-70% กับสินค้าประมาณ 10% ของรายการสินค้าทั้งหมด อาทิ เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ ยาสูบ สินค้าประมงแปรรูป เสื้อผ้า และผลไม้แปรรูปบางประเภท และ 4) ยูเคจะใช้มาตรการภาษีเฉพาะหรือกำหนดโควตานำเข้ากับสินค้าประมาณ 10% ของรายการสินค้าทั้งหมด อาทิ สัตว์ปีกมีชีวิตและแปรรูป ผลิตภัณฑ์นม ธัญพืช น้ำตาล และแป้ง

ทั้งนี้ เมื่อประเมินข้อมูลการค้าไทย-ยูเค ในช่วงปี 2560-2562 พบว่า จะช่วยประหยัดภาษีศุลกากรที่ผู้ส่งออกไทยต้องจ่ายให้ยูเคประมาณ 737 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ยูเคจะยกเลิกการเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) กับสินค้าไทยที่เคยถูกเรียกเก็บ AD จากอียู 4 รายการ ได้แก่ ข้าวโพดหวานแปรรูป ข้อต่อท่อเหล็กหล่ออบเหนียวสลักเกลียว รถลากด้วยมือ และผ้าตาข่ายใยแก้ว

นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า Brexit ยังทำให้ยูเคและอียูต้องเจรจาปรับปริมาณโควตาในรายการสินค้าต่างๆ ที่เคยผูกพันโควตาภาษีไว้กับสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งภายหลัง Brexit โควตาเหล่านี้จะแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ

  1. โควตาที่ยูเคจะจัดสรรให้ประเทศคู่ค้า และ
  2. โควตาเข้าสู่ตลาดอียู 27 ประเทศ

โดยล่าสุด ไทยสามารถสรุปผลการเจรจาจัดสรรโควตากับยูเคและกับอียูได้แล้ว ซึ่งโควตาใหม่ที่ไทยได้รับจากยูเคและอียู เมื่อรวมกันแล้วจะไม่น้อยกว่าปริมาณโควตาเดิมที่ไทยเคยได้รับจากอียู จากปริมาณโควตาที่ปรับใหม่ ทำให้ทราบถึงปริมาณการส่งออกจากไทยไปยูเคและอียูที่แท้จริง เช่น ไก่หมักเกลือ เนื้อไก่ปรุงสุก และเนื้อไก่แปรรูป เป็นต้น

โดยเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2563 รัฐสภาไทยได้เห็นชอบผลการเจรจาโควตาระหว่างไทยกับอียูและกับยูเคแล้ว และคาดว่าปริมาณโควตาใหม่จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการเกิดความมั่นใจและสามารถวางแผนธุรกิจและการส่งออกไปยูเคและอียู

เสริมว่า กรมฯ ยังอยู่ระหว่างการหารือกับยูเคเพื่อจัดทำรายงานการทบทวนนโยบายการค้าร่วม (Joint Trade Policy Review) และจัดทำบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MoU) เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้า (Joint Economic and Trade Committee: JETCO) กับยูเค ในระดับรัฐมนตรี ซึ่งจะเป็นเวทีหารือส่งเสริมความร่วมมือและแก้ปัญหาและอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ได้มอบให้บริษัท โบลลิเกอร์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด) ศึกษาประโยชน์และผลกระทบของการจัดทำ FTA ระหว่างไทยและยูเค ตลอดจนจัดรับฟังความเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อมูลเสนอระดับนโยบายพิจารณาตัดสินใจในเรื่องการเจรจาเอฟทีเอกับยูเคต่อไป โดยจะต้องรอความพร้อมของฝ่ายยูเคเช่นกัน ซึ่งล่าสุดยูเคได้สรุปผลการเจรจาจัดทำ FTA กับ 30 ประเทศคู่ค้าเดิมที่เคยมี FTA ด้วยกันสมัยที่ยูเคยังเป็นสมาชิกอียู เช่น สิงคโปร์ เวียดนาม แคนาดา เม็กซิโก และญี่ปุ่น เป็นต้น

“ภาคธุรกิจของไทย ควรติดตามพัฒนาการด้านนโยบายการค้าของยูเคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าของยูเคกับอียู เนื่องจากหากยังไม่สามารถตกลงกันได้ทันสิ้นปีนี้ ทั้งสองฝ่ายอาจจะดำเนินการค้าระหว่างกันภายใต้กฎระเบียบ WTO คือ มีการกำหนดภาษีและข้อจำกัดทางการค้าระหว่างกัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของยูเคและอียู ที่มีความเชื่อมโยงของห่วงโซ่การผลิตที่ใกล้ชิด และการพึ่งพิงการค้าระหว่างกันในระดับสูง”

นางอรมนกล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2562 มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับยูเค อยู่ที่ 6,264 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 1.3% ของการค้าทั้งหมดของไทย สำหรับในเดือน ม.ค.-ต.ค.63 การค้าระหว่างสองฝ่ายมีมูลค่า 4,103 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกไปยูเคมูลค่า 2,578 ล้านเหรียญสหรัฐ และไทยนำเข้าจากยูเคมูลค่า 1,525 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น ไก่แปรรูป รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และแผงวงจรไฟฟ้า เป็นต้น สินค้านำเข้าที่สำคัญ เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม และเครื่องจักรไฟฟ้า เป็นต้น

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์