ไทยกับความท้าทายจัดประชุมเอเปค ปี 65 หลังระบาดของโควิด-19

17 Dec 2020 08:05 น. ฐานเศรษฐกิจ

สถานการณ์การค้าโลกที่ผันผวน และผลกระทบที่ยังคงอยู่หลังการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) กลายเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับการเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพการประชุมกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia Pacific Economic Cooperation) หรือ เอเปค ในปี 2565

เชิดชาย ใช้ไววิทย์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ได้เล่าเรื่องถึงความสำคัญของเวทีเอเปค ซึ่งก่อตั้งเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ในช่วงโลกเข้าสู่ยุคระบบการค้าพหุภาคีเต็มรูปแบบ และองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) กำลังเริ่มมีบทบาทสำคัญ และไทยได้เป็นเจ้าภาพเอเปคเป็นครั้งแรกเมื่อ 17 ปีก่อน ซึ่งมีผู้นำระดับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกมาร่วมประชุมกันที่กรุงเทพฯ

อธิบดีเชิดชาย กล่าวว่า ในห้วงนั้น โลกยังอยู่ในช่วงของการก่อสร้างระบบการค้าพหุภาคี ซึ่งกลายเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้การค้าระหว่างประเทศและเศรษฐกิจอย่างประเทศไทย ได้เติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการแพร่ขยายของโลกาภิวัฒน์ และการพึ่งพากันทางเศรษฐกิจในรูปของการลงทุนข้ามชาติเพื่อสร้างฐานการผลิต มีห่วงโซ่ธุรกิจที่เกี่ยวคล้องกันไปทุกมุมโลก

แต่สถานการณ์ขณะนี้ ได้เปลี่ยนไปมาก ระบบการค้าพหุภาคีถูกตั้งคำถามว่า เป็นคำตอบให้กับระบบการค้าในปัจจุบันอยู่หรือไม่ ควบคู่กับที่หลายเขตเศรษฐกิจทั้งในยุโรปและอเมริกาเหนือเกิดกระแสปกป้องการค้าของตนเอง  ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด และเคยมีบทบาทขับเคลื่อนการค้าโลก ก็เริ่มที่จะมีความลังเลเกี่ยวกับกระแสโลกาภิวัฒน์ พร้อมกับชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคทางการค้าที่มีอยู่จริงในหลายด้าน พร้อมกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของจีน นำไปสู่ภาวะการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์อย่างที่เห็นกันอยู่ขณะนี้

อธิบดีเชิดชาย กล่าวต่อไปว่า ในช่วงที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพเอเปคอีก 12 เดือนข้างหน้า จึงเห็นความท้าทายหลายเรื่อง เพราะไทยต้องทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมระหว่างสมาชิกซึ่งมีทั้งหมด 21 เขตเศรษฐกิจ และต่างก็มีมุมมองและผลประโยชน์แตกต่างกันไป โดยเฉพาะในภาวะการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป  ขณะที่สมาชิกเอเปค ก็มีความคาดหวังที่สำคัญว่าจะต้องทำให้เอเปคเดินหน้าต่อไปให้ได้  “ชีพจรของเอเปคขึ้นอยู่กับระบบการค้าพหุภาคี หากเอเปคจะรอด จำเป็นต้องดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง” นายเชิดชายกล่าว

นอกจากนี้ ยังชี้ว่า ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เอเปคเองก็กำลังเผชิญกับความท้าทายเรื่องความชะงักงันในแง่กระบวนการร่วมมือภายใน เพราะสมาชิกหลายฝ่าย มีท่าทีต่อระบบการค้าพหุภาคีที่เปลี่ยนไปจากเดิมมาก ดังจะเห็นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการประชุมผู้นำเอเปค ที่ปาปัวนิวกีนีเป็นเจ้าภาพปี 2561 ซึ่งเกิดการถกเถียงระหว่างบางเขตเศรษฐกิจ จนผู้นำไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมกันได้ ถัดมาปี 2562 ในปีที่ชิลีเป็นเจ้าภาพเอเปค แต่เกิดสถานการณ์ภายในประเทศทำให้ไม่สามารถจัดการประชุมระดับผู้นำและไม่มีการออกแถลงการณ์

ในปีนี้ เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นอุปสรรคทำให้ผู้นำไม่ได้มาเจอในสถานที่เดียวกัน ซึ่งการพบปะระดับผู้นำเขตเศรษฐกิจจัดว่าเป็นไฮไลท์ของการประชุมเอเปค แต่มาเลเซียในฐานะเจ้าภาพเอเปคได้แสดงบทบาทนำ และทำงานร่วมกับทุกเขตเศรษฐกิจ ทำให้การประชุมทุกระดับเกิดขึ้นผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ และสามารถออกแถลงการณ์ผู้นำเอเปค รวมถึงรับรอง “วิสัยทัศน์ปุตราจายาของเอเปค ค.ศ. 2040” ได้สำเร็จ ซึ่งเอกสารวิสัยทัศน์นี้ บ่งชี้ว่า อนาคตของความร่วมมือในเอเปค จะไม่ใช้เรื่องของการเปิดตลาดการค้าการลงทุนเท่านั้น แต่จะมีเรื่องของ “ความรับผิดชอบต่อโลก” หรือความยั่งยืนอยู่ด้วยอย่างมีนัยสำคัญ

อธิบดีเชิดชายเล่าประสบการณ์ว่า “การประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เกิดขึ้นได้ และสามารถออกเอกสารสำคัญๆ แต่การที่ผู้นำขาดโอกาสที่ได้พบปะกัน ก็ทำให้เสียโอกาสพูดคุยกันอย่างเปิดอก” สำหรับปีหน้า (2564) นิวซีแลนด์จะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพเอเปค และได้ประกาศแล้วว่า จะจัดผ่านระบบทางไกลต่อไป (virtual meetings) เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ดังนั้น เมื่อไทยเริ่มเป็นเจ้าภาพเอเปคในปี 2565 ก็อาจเป็นครั้งแรกที่จะมีการประชุมระดับสำคัญที่มาร่วมประชุมกันจริงๆ (physical) เหมือนเช่นก่อน ซึ่งหากเกิดขึ้น ก็จะเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่ผู้นำเอเปคจะได้เดินทางมาพบกัน นับตั้งแต่มีการประชุมผู้นำเอเปคที่ปาปัวนิวกีนีเมื่อปลายปี 2561

ต่อข้อถามเกี่ยวกับการเตรียมการของไทย อธิบดีเชิดชายย้ำว่า หลักสำคัญคือ การหารือกับผู้มีส่วนได้เสียให้หลากหลายมากที่สุด โดยกระทรวงการต่างประเทศกำลังเตรียมการอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง โดยล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักในการขับเคลื่อนการประชุมเอเปค ได้หารือกำหนดแนวคิดหลักของการประชุมเอเปคในปีที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ควบคู่ไปกับจัด APEC Focus Group และ APEC 5.0 Professionals เพื่อเป็นเวทีให้ผู้ทรงคุณวุฒิและคนรุ่นใหม่จากภาคส่วนต่างๆ ร่วมหารือถึงประเด็นที่ไทยควรให้ความสำคัญ  นายเชิดชายกล่าวย้ำ “วิสัยทัศน์ของคนรุ่นใหม่จะมีส่วนสำคัญมาก เพราะเขากำลังวางอนาคตเศรษฐกิจของเขาด้วย”

เรื่องหนึ่งที่คงขาดไม่ได้ คือ เรื่องของการจัดการการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งนายเชิดชายกล่าวว่า “การบริหารจัดการเพื่อกระจายวัคซีนอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะส่งผลต่อขีดความสามารถของเขตเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงเพิ่มความร่วมมือที่แข็งแกร่งในกลุ่มเอเปคด้วย”

ส่วนผลการประชุมระดมสมองขณะนี้ อธิบดีเชิดชายเล่าว่า “ในเบื้องต้นได้ตกผลึกไอเดียใน 5 ประเด็นสำคัญๆ ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทยที่สอดคล้องกับประโยชน์ของภูมิภาค ได้แก่ หนึ่ง ต้องรักษาระบบการค้าการลงทุนเสรี สอง คือ การเตรียมการก้าวไปสู่สังคมดิจิทัล สาม คือ การมีชีวิตที่ดีหรือสุขภาวะ (well-being) ซึ่งจะมีความหมายมาก ประเด็นที่สี่ คือ เรื่องความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งไทยได้รับการยอมรับว่า มีศักยภาพมาก และห้า คือ การเจริญเติบโตที่ยั่งยืน ครอบคลุมทุกภาคส่วนสังคม และต้องมีความรับผิดชอบต่อโลก”

นายเชิดชายอธิบายว่า “เอเปคไม่ใช่เวทีเพื่อกำหนดกฎระเบียบการค้าและการลงทุน แต่เป็นแหล่งบ่มเพาะทางความคิดของ 21 เขตเศรษฐกิจ การหารือไม่มีผลผูกมัด แต่เสียงของเอเปคจะสะท้อนออกไปทั่วโลก เพราะ จีดีพีของเอเปคคิดเป็น 60% ของโลก”  ซึ่งแน่นอนกว่า การที่ไทยเป็นประธานและเจ้าภาพเอเปคในปีนั้น จะมีบทบาทสำคัญอย่างมากที่จะกำหนดทิศทางความร่วมมือของ 21 เขตเศรษฐกิจในเอเปคด้วย

เมื่อถามเรื่องว่า จะมีผลอะไรที่จับต้องได้ นั้น อธิบดีเชิดชายกล่าวว่า การเริ่มเข้าสู่การทำหน้าที่เจ้าภาพของไทยคงต้องคำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจของประเทศและความสมดุลกับผลประโยชน์ที่จะได้จากการจัดประชุมเอเปค โดยทุกภาคส่วนต้องรับรู้และมีส่วนร่วม คาดว่า ไทยจะได้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจากการต้อนรับผู้มาเยือนราว 20,000 – 30,000 คน ส่วนหนึ่งเป็นนักธุรกิจบัตร APEC Business Travel Card (ABTC) ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย และกระจายรายได้ไปยังประชาชน โดยเฉพาะภาคบริการที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากโควิด-19 โดยปัจจุบัน ไทยได้ผ่อนคลายมาตรการการเข้าประเทศ ให้ผู้ถือบัตร ABTC จาก 10 เขตเศรษฐกิจเข้าไทยแล้ว

 “ผมเห็นว่า เป็นโอกาสที่เราจะได้ประชาสัมพันธ์ศักยภาพของประเทศ ไม่ว่าเป็นภาคบริการ อาหาร นวัตกรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และอุตสาหกรรม ล้วนเป็นส่วนสำคัญกระตุ้นเศรษฐกิจไทยหลังยุคโควิด-19 ด้วย รวมถึงการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ SME และ start-up โดยเฉพาะประเด็นการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การสนับสนุนบทบาทของสตรีในภาคธุรกิจทุกระดับ และการทำธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ” นายเชิดชายกล่าว โดยทิ้งท้ายด้วยว่า “ไทยสามารถถ่ายทอดประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดี โดยเฉพาะประสบการณ์ด้านสาธารณสุขเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งจะช่วยส่งเสริมบทบาทนำของไทยด้านการเสริมสร้างสุขภาพและสุขภาวะ นำไปสู่การต่อยอดให้เป็นอุตสาหกรรมหลักของไทยได้”

Cr.ฐานเศรษฐกิจ