อ๊อกซ์ฟอร์ด ประกาศ วัคซีนโควิด สร้างภูมิคุ้มกันดีเยี่ยมในผู้สูงวัย

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2563 – 16:34 น. ประชาชาติธุรกิจ

An illustration picture shows vials with Covid-19 Vaccine stickers attached and syringes, with the logo of the University of Oxford and its partner British pharmaceutical company AstraZeneca, on November 17, 2020. (Photo by JUSTIN TALLIS / AFP)

วัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด แสดงให้เห็นถึงการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่ดีเยี่ยม ในผู้ใหญ่วัย 60 และ 70 ปี เพิ่มความหวังว่าจะสามารถปกป้องชีวิตผู้สูงอายุจากโควิดได้

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2563 บีบีซี รายงานว่า นักวิจัยเผยว่า การวิจัยระยะที่ 2 ของวารสารแลนเซ็ต ที่ทดสอบในผู้ใหญ่สุขภาพดี 560 คน ถือว่าทำให้ “่มีกำลังใจ” ในการทำงาน

ตอนนี้พวกเขากำลังทดสอบว่า วัคซีนจะสามารถหยุดการพัฒนาของเชื้อโควิด-19 ได้มากขึ้นหรือไม่ ในระยะที่ 3

ขณะที่ผลจากการวิจัยระยะที่ 2 จะเผยแพร่ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

วัคซีน 3 ชนิด ได้แก่ ไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค, สปุตนิก และ โมเดอร์นา ได้รายงานข้อมูลเบื้องต้นจากการทดลองในระยะที่ 3 แล้ว

สหราชอาณาจักรได้สั่งซื้อวัคซีนอ็อกซ์ฟอร์ด ที่ผลิตโดยบริษัทแอสตราเซเนกา จำนวน 100 ล้านโดส และ 40 ล้านโดส จากไฟเซอร์ รวมถึงอีก 5 ล้านโดสจากโมเดอร์นา

“ข้อมูลที่น่ายินดี”

ศาสตราจารย์แอนดรูว พอลลาร์ด หัวหน้านักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ให้สัมภาษณ์บีบีซีว่า เขาดีใจเป็นอย่างยิ่งกับผลลัพธ์ ที่แสดงให้เห็นถึงการตอบสนองที่แข็งแกร่งของระบบภูมิคุ้มกัน แม้แต่ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 70 ปี

เมื่อถามว่า วัคซีนตัวนี้สามารถป้องกันผู้คนจากโควิดได้หรือไม่ เขาตอบว่า ยังตอบเรื่องนั้นไม่ได้ แต่รายละเอียดเรื่องนี้น่าจะได้รับการเผยแพร่ก่อนวันคริสต์มาส

ศาสตราจารย์พอลลาร์ด กล่าวว่า เราจะไม่แข่งผลิตวัคซีนกับรายอื่น พร้อมกับกล่าวเพิ่มเติมว่า จำเป็นต้องมีวัคซีนที่ประสบความสำเร็จหลายๆ ตัว

“เราจำเป็นต้องใช้วัคซีนทั้งหมดเพื่อปกป้องชีวิตผู้คนทั่วโลก” เขากล่าวและว่า ความท้าทายในการพัฒนาวัคซีนคือการกระตุ้นให้ร่างกายต่อสู้กับโควิด ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม

ระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอของผู้สูงอายุ หมายความว่า วัคซีนมีแนวโน้มที่จะทำงานได้ไม่ดีเหมือนในผู้ที่มีอายุน้อยกว่า

แต่ผลการทดลองจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ซึ่งได้รับการตรวจสอบโดยวารสารแลนเซ็ต ชี้ว่า เรื่องนี้อาจไม่เป็นปัญหา

ข้อมูลระบุว่า ผู้สูงอายุที่มีอายุระหว่าง 56-69 ปี และ มากกว่า 70 ปี มีการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่คล้ายคลึงกันกับผู้ที่มีอายุ 18-55 ปี

ปกป้องผู้ที่มีความเสี่ยงมากที่สุด

ดร.มาฮีชิ รามาซามี นักวิจัยของอ็อกซ์ฟอร์ด วัคซีน กรุ๊ป กล่าวว่า เรารู้สึกยินดีที่ได้เห็นว่า วัคซีนของเราไม่เพียงแต่มีประสิทธิภาพดีในหมู่ผู้สูงอายุ แต่ยังกระตุ้นการตอบสนองของภูมิคุ้มกันได้ดีในหมู่คนที่อายุน้อยกว่าเช่นกัน

“ขั้นต่อไปคือการดูว่า สิ่งนี้จะเปลี่ยนเป็นการป้องกันตัวเองจากโรคหรือไม่”

2 สัปดาห์หลังจากการฉีดวัคซีนโดสที่ 2 ผู้ร่วมทดลองมากกว่า 99% มีการตอบสนองของแอนติบอดีมากขึ้น และถึงจุดสูงสุดในช่วง 2 สัปดาห์ หลังจากฉีดวัคซีนโดสแรก โดยไม่คำนึงถึงอายุ

การตอบสนองของแอนติบอดี และ ที-เซลล์ ถือว่ามีประสิทธิภาพสูงในหมู่ผู้สูงอายุ

“สำหรับประชากรที่เสี่ยงต่อการป่วยโควิด ซึ่งรวมถึงผู้ที่มีปัญหาสุขภาพและผู้สูงอายุ เราหวังว่าวัคซีนของเราจะช่วยป้องกันผู้ที่อยู่ในกลุ่มเปราะบางที่สุดในสังคมเหล่านี้ แต่จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม ก่อนที่เราจะมั่นใจ”

ผู้สูงอายุ มีโอกาสน้อยที่จะได้รับผลข้างเคียงจากวัคซีน ซึ่งผลข้างเคียงก็มักไม่รุนแรง และไม่มีปัญหาร้ายแรงเกี่ยวกับวัคซีน ที่มีชื่อว่า ChAdOx1 nCov-2019

อาสาสมัครที่เข้าร่วมการทดลองจะถูกจัดเป็นกลุ่ม และได้รับวัคซีนโดสที่ 1, โดสที่ 2 รวมถึงวัคซีนกระตุ้น ขณะที่ปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันของพวกเขาจะถูกประเมินในวันที่พวกเขาได้รับวัคซีน ทั้งวัคซีนกระตุ้น, วัคซีนโดส 1-2 และ ประเมินอีกครั้งในอีก 4 สัปดาห์ต่อมา

ทั้งนี้ วัคซีนอ็อกซ์ฟอร์ด ทำมาจากไวรัสหวัดธรรมดาที่อ่อนแอลง (อะดีโนไวรัส) ที่ได้มาจากลิงชิมแปนซี จากนั้นนำไวรัสไปดัดแปลง เพื่อไม่ให้สามารถเติบโตในมนุษย์ได้

การทำงานเพื่อผลิตวัคซีนตัวนี้ เริ่มขึ้นในเดือนมกราคมที่ผ่านมา และได้รับการพัฒนาภายในเวลาไม่ถึง 3 เดือน โดยเริ่มการทดลองในมนุษย์ครั้งแรกในยุโรป เมื่อเดือนเมษายาน

การทดลองวัคซีนระยะที่ 3 ซึ่งจะทดสอบประสิทธิภาพในการป้องกันผู้คนจากโควิด ได้เริ่มขึ้นในช่วงสิ้นเดือนสิงหาคม และยังคงดำเนินต่อไป

เมื่อข้อมูลจากการทดลองระยะนี้ถูกส่งไปยังหน่วยงานกำกับดูแล กลั่นกรอง และอนุมัติ วัคซีนตัวนี้จะได้รับไฟเขียวให้ใช้กับคนทั่วโลก

ข่าวคราวเกี่ยวกับวัคซีนเกิดขึ้นท่ามกลางการถกเถียงในสหราชอาณาจักรว่า ผู้คนจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันในช่วงคริสต์มาสหรือไม่

ศาสตราจารย์แอนดรูว เฮย์วาร์ด ผู้อำนวยการสถาบันระบาดวิทยาและการดูแลสุขภาพ และสมาชิกกลุ่มที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ต่อเหตุฉุกเฉินของรัฐบาล เผยกับบีบีซีว่า การสังสรรค์ในครอบครัวช่วงคริสต์มาสจะก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมาก

“เราอยู่ในจุดที่สามารถปกป้องผู้สูงอายุที่เรารัก ผ่านการฉีดวัคซีน” ศาสตราจารย์แอนดรูวกล่าวในรายการวิทยุ

เขาบอกด้วยว่า มันคงเป็นเรื่องน่าเศร้าที่จะทิ้งโอกาสนี้ไป โดยพยายามกลับสู่ภาวะปกติในช่วงวันหยุด

“ในมุมมองของผม ผมว่าเราให้ความสำคัญมากเกินไป กับการทำตัวเกือบปกติในช่วงคริสต์มาส”

CR:ประชาชาติธุรกิจ