อนุสรณ์ ชี้นโยบาย “โจ ไบเดน” เป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจโลก-เอเชีย

09 พ.ย. 63 11:17 Infoquest

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการและผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี วิเคราะห์ถึงนโยบายของว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนและคณะว่า มีผลต่อเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจภูมิภาค เศรษฐกิจไทย และตลาดการเงิน รวมทั้งธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ หลากหลายลักษณะ

แต่โดยภาพรวมเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชีย ทีมงานของคณะผู้บริหารทำเนียบข่าวชุดใหม่ จะมีแนวคิดทางการเมืองและเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมผสมสังคมนิยมประชาธิปไตยอ่อนๆ ถือเป็นกลุ่มผู้นำทางการเมืองสายกลางค่อนมาทางซ้าย กรอบความคิดและจุดยืนในประเด็นต่างๆของ “โจ ไบเดน” สะท้อนว่า การเผชิญทางการเมือง เศรษฐกิจ และทางการทหารในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกจะลดลง โลกจะมีสันติภาพมากขึ้น ระบบการค้าเสรีของโลกภายใต้ข้อตกลงแบบพหุภาคีจะกลับมามีบทบาทมากขึ้น TPP (Trans-Pacific Partnership) จะถูกรื้อฟื้นอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับเรื่องการตัดจีเอสพีต่อสินค้าไทยสมัยโดนัล ทรัมป์นั้น นายอนุสรณ์ เชื่อว่า ทางการไทยสามารถยื่นขอให้ทบทวนให้ได้รับสิทธิกลับคืนมาได้ ด้วยการนำเรื่องสิทธิแรงงาน สิทธิมนุษยชน และประเด็นสิ่งแวดล้อม และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาตามมาตรฐานสากลเป็นข้อแลกเปลี่ยนได้

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางลบต่อภาคส่งออกไทยและเศรษฐกิจไทยโดยรวมไม่มากนักจากการตัดสิทธิจีเอสพีของสหรัฐฯต่อสินค้าไทยครั้งล่าสุด เพราะอัตราการขยายตัวภาคส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และน่าจะเพิ่มอีกในยุคประธานาธิบดีโจ ไบเดน ขณะที่สินค้าไทยที่เป็นคู่แข่งกับจีน การเติบโตอาจลดลงบ้าง

สำหรับนโยบายเก็บภาษีเพิ่ม ทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 21% เป็น 28% และเก็บภาษีบุคคลธรรมดา เพิ่มจาก 37% เป็น 39% และวางแผนจะเก็บภาษีเงินกำไรจากเงินลงทุน (Capital gain tax) โดยเก็บจากคนที่รายได้ตั้งแต่ 1 ล้านดอลลาร์ต่อปีขึ้นไปนั้น นายอนุสรณ์ กล่าวว่า จะไม่มีผลต่อการปรับฐานของตลาดหุ้นสหรัฐฯในระยะนี้ เพราะคาดว่านโยบายภาษีของโจ ไบเดนน่าจะถูกนำมาใช้หลังจากเศรษฐกิจและตลาดการเงินสหรัฐฯมีการฟื้นตัวอย่างชัดเจนแล้ว ซึ่งน่าจะเป็นปี ค.ศ. 2022 เป็นอย่างเร็ว

ส่วนการเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การก่อหนี้เพิ่มเติมเพื่อชดเชยรายได้ของผู้ว่างงาน และไม่ตัดลดสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบก้าวกระโดด โดยปรับค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มเป็น 15 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง ธุรกิจอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมนุษย์เข้มข้นจะย้ายฐานมาทางภูมิภาคเอเชียมากขึ้น กดดันให้ดอลลาร์อ่อนลง ค่าเงินภูมิเอเชียแข็งค่าขึ้น

ความเคลื่อนไหวค่าเงินภูมิภาคเอเชียก็ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ในช่วง 2-3 ว้นที่ผ่านมา โดยเงินบาทแข็งค่ามากที่สุดรองลงมาจากค่าเงินรูเปียห์อินโดนีเซีย และ มีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องจากการเกินดุลการค้าเพิ่มขึ้น กระแสเม็ดเงินระยะสั้นเก็งกำไรไหลเข้าตลาดการเงินของไทย แนวโน้มการไหลเข้าของเงินทุนระยะสั้นและการซื้อสุทธิของนักลงทุนสถาบันต่างชาติยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่ถูกจำกัดลงจากความเสี่ยงวิกฤตการณ์รัฐธรรมนูญ และการเมืองในประเทศไทย

สหรัฐอเมริกาในยุค “โจ ไบเดน” น่าจะทำให้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ลดความสำคัญลง และ จะมีรื้อฟื้นข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค แต่ไทยจะได้รับประโยชน์อย่างจำกัด เพราะไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิกของข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและการค้าทั้ง 2 เวที

“จึงขอเสนอให้สำนักผู้แทนการค้าไทย และกระทรวงพาณิชย์ เร่งรัดเข้าสู่การเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิก TPP หากมีการรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ส่วนนโยบาย Buy American ของโจ ไบเดน คงไม่ส่งผลต่อการซื้อสินค้าต่างชาติและภาคส่งออกเท่านโยบาย America First ของโดนัล ทรัมป์ อย่างแน่นอน”

นายอนุสรณ์กล่าว

พร้อมมองว่า สหรัฐอเมริกาน่าจะดำเนินนโยบายต่อจีนในฐานะหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ มากกว่าในฐานะคู่แข่งทางเศรษฐกิจและศัตรูทางเศรษฐกิจการค้าที่ต้องใช้มาตรการภาษีตอบโต้ หรือคว่ำบาตรด้วยมาตรการทางธุรกิจและกฎหมาย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯภายใต้รัฐบาลโจ ไบเดน น่าจะใช้ Non-Tarriffs Barriers หรือข้อกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีในการตอบโต้ต่อจีนและประเทศเอเชียบางประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงานและปัญหาสิ่งแวดล้อม

แนวโน้มด้านสงครามการค้าโดยรวมย่อมผ่อนคลายขึ้นแต่ไม่หมดไป เพราะสหรัฐฯ ยังต้องการจำกัดการขยายอิทธิพลและบทบาทจีนในภูมิภาคและในโลก นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดการกีดกันการค้าลง จะส่งบวกโดยเฉพาะผลดีอย่างมากต่อธุรกิจอุตสาหกรรมไทย ที่มีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมต่อกับสินค้าจีนที่ส่งไปสหรัฐฯ เช่น แผงวงจรไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ยางเป็นส่วนประกอบสำคัญ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ไม้และเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

นายอนุสรณ์ วิเคราะห์อีกว่า เงินทุนของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจพลังงานน้ำมัน ฟอสซิล และก๊าซธรรมชาติอาจเคลื่อนย้ายมายังประเทศเอเชีย และประเทศดาวรุ่งทางเศรษฐกิจหรือตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ธุรกิจเหล็กและอะลูมิเนียม อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ ก็อาจเคลื่อนย้านมาทางอาเซียนมากขึ้น กรณีธุรกิจอุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียม อาจจะมีการลดกำแพงภาษีลง ส่วนธุรกิจอุตสาหกรรมทางด้านพลังงานสะอาด และพลังงานทางเลือก จะเติบโตเพิ่มขึ้นพร้อมกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอุตสาหกรรมรถยนต์แบบใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine) พลวัตดังกล่าวตอกย้ำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยต้องเร่งปรับตัวโดยด่วน และต้องลงทุนเพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกาน่าจะไม่ลดความช่วยเหลือทางการทหาร ทางเศรษฐกิจ ทางการศึกษาวิจัย เพราะไม่ต้องการลดบทบาทตัวเองในฐานะผู้นำโลก ซึ่งจะต่างจากนโยบายของโดนัล ทรัมป์ที่เน้น American First จึงตัดความช่วยเหลือด้านต่างๆ ต่อพันธมิตรและองค์กรระหว่างประเทศเกือบทั้งหมด และคาดว่าการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 และโรคระบาดอุบัติใหม่ ในระดับโลกจะดีขึ้นจากการที่สหรัฐฯน่าจะสนับสนุนองค์การอนามัยโลกมากขึ้น ขณะที่ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำสหรัฐฯและผู้อำนวยการอนามัยโลกไม่ราบรื่น

นอกจากนี้ สหรัฐฯน่าจะกลับเข้าสู่ข้อตกลงปารีสว่าด้วยบรรยากาศโลกและปัญหาภาวะโลกร้อน (Paris Climate Agreement) อีกครั้งหนึ่ง หลังจากถอนตัวอย่างเป็นทางการในสมัยรัฐบาลทรัมป์ การออกจากข้อตกลง Paris Climate Agreement จะเป็นผลบวกต่อธุรกิจอุตสาหกรรมถ่านหินและพลังงานน้ำมันฟอสซิล อย่างไรก็ตาม ก็กลับเข้าสู่ข้อตกลงอาจไม่เกิดขึ้นโดยง่าย เพราะวุฒิสภาอาจไม่ทำตามสิ่งที่รัฐบาลโจ ไบเดนต้องการ แม้โจ ไบเดนได้กล่าวไว้ในระหว่างการหาเสียงว่า ต้องการเข้าสู่ข้อตกลงปารีสโดยเร็วที่สุด การแก้ปัญหาชั้นบรรยากาศโลก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนจะยากขึ้น หากสหรัฐฯไม่เข้าร่วม เพราะสหรัฐอเมริกาประเทศเดียวปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 15% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก

“การเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิล สู่พลังงานหมุนเวียน พลังงานสะอาด เป็นสิ่งที่จะช่วยหยุดความแปรปรวนของภูมิอากาศ ลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและต่อคุณภาพชีวิตจากมลพิษทางอากาศและภาวะโลกร้อนได้ ประเทศรัสเซีย จีน และ กลุ่มประเทศตะวันออกกลางก็จะลดการลงทุนหรือขยายการผลิตพลังงานที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและภาวะโลกร้อนลงหากสหรัฐฯกลับเข้ามาร่วม Paris Climate Agreement”

นายอนุสรณ์ระบุ

นายอนุสรณ์ เห็นว่า ทางการไทยควรให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงาน ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น เพราะเชื่อว่าตลอดระยะเวลา 4 ปีที่พรรคแดโมแครตเป็นรัฐบาล และมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทน รัฐบาลสหรัฐฯ จะดำเนินการเชิงรุกในการนำเอาประเด็นเหล่านี้ เข้ามาอยู่ในการเจรจาทางการค้าและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์