ครม.เห็นชอบผลเจรจาโควตาภาษีไทย-อียู ยัน Brexit ไม่กระทบส่งออก

28 ต.ค. 63 15:27 น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

   ครม.เห็นชอบผลการเจรจาไทย-สหภาพยุโรป ไทย-สหราชอาณาจักร ยัน Brexit ไม่กระทบโควตาภาษีสินค้าไทยส่งออกไปสหภาพยุโรป

   นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. เห็นชอบร่างความตกลงระหว่างไทยและสหภาพยุโรป (อียู) เกี่ยวกับการจัดสรรปริมาณสินค้าที่มีโควตาภาษีของสหภาพยุโรป และร่างหนังสือแลกเปลี่ยน (Exchange of letter) ระหว่างไทยและสหราชอาณาจักรเกี่ยวกับการจัดสรรปริมาณสินค้าที่มีโควตาภาษีของสหราชอาณาจักร รวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ

   สำหรับสาเหตุที่ต้องลงนามในครั้งนี้ เนื่องจากสหราชอาณาจักรจะออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (Brexit) ในวันที่ 1 ม.ค. 64 ส่งผลให้สหภาพยุโรปต้องแก้ไขตารางข้อผูกพันทางภาษีภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) และสหราชอาณาจักรต้องจัดทำตารางข้อผูกพันทางภาษีภายใต้ WTO ใหม่ ซึ่งกระทบต่อการจัดสรรปริมาณสินค้าที่มีโควตาภาษีที่ไทยเป็นผู้ส่งออกสำคัญ เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก เป็นต้น

   ทั้งนี้ ร่างเอกสารทั้ง 2 ฉบับ ได้ผ่านการเจรจาอย่างรัดกุมแล้ว จึงไม่มีสาระใดกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศ การเจรจายึดหลักผลประโยชน์โดยรวมที่ไทยจะได้รับหลังจากสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป ต้องไม่น้อยไปกว่าที่เคยได้รับเมื่อครั้งสหราชอาณาจักรเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

   1.ร่างความตกลงระหว่างไทยและสหภาพยุโรป เกี่ยวกับการจัดสรรปริมาณสินค้าที่มีโควตาภาษีของสหภาพยุโรป เป็นการจัดสรรปริมาณโควตาสินค้าที่มีโควตาภาษีที่สหภาพยุโรปให้แก่ไทย หลังจากสหราชอาณาจักรออกจากสมาชิกสหภาพยุโรป โดยการจัดสรรสัดส่วนใหม่นี้จะไม่รวมปริมาณโควตาของสหราชอาณาจักร

   2ร่างหนังสือแลกเปลี่ยน (Exchange of letter) ระหว่างไทยและสหราชอาณาจักร เกี่ยวกับการจัดสรรปริมาณสินค้าที่มีโควตาภาษีของสหราชอาณาจักร เป็นการจัดสรรปริมาณโควตาสินค้าที่มีโควตาภาษีที่สหราชอาณาจักรให้แก่ไทย หลังจาก สหราชอาณาจักรออกจากสมาชิกสหภาพยุโรป โดยมีปริมาณโควตาเท่ากับสัดส่วนที่เหลือจากการจัดสรรของสหภาพยุโรป

   นางสาวรัชดา กล่าวว่า เมื่อนำปริมาณโควตาสินค้าที่จัดสรรให้แก่ไทยมารวมกันทั้ง 2 ฉบับแล้ว จะเท่ากับปริมาณโควตาสินค้าที่ไทยเคยได้รับเมื่อครั้งสหราชอาณาจักรเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป และเนื่องจากร่างฯ ทั้ง 2 ฉบับ ถือเป็นหนังสือสัญญาที่กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจสังคม หรือการค้า หรือการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง ตามมาตรา 178 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ จึงต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งจะเสนอต่อรัฐสภาภายในเดือนพ.ย.63 เพื่อให้มีผลบังคับใช้ทันวันที่ 1 ม.ค.64 เป็นต้นไป

   โดยในเบื้องต้นจะมีการลงนามย่อกำกับในร่างทั้ง 2 ฉบับ เพื่อรับรองว่าเนื้อหาสาระสำคัญจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการลงนามย่อจะไม่มีผลผูกพันใดๆกับไทย จนกว่าร่างเอกสารทั้ง 2 ฉบับจะได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาและได้มีการลงนาม

รายงาน    ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ 
เรียบเรียง  สุรเมธี มณีสุโข 
อนุมัติ     อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 

CR:Efinancethai