ซีอีโอบริษัทยาเตือนอย่าเพิ่งดีใจได้ยารักษาโควิดเพียงเพราะทรัมป์ใช้แล้วอาการดีขึ้น

Infoquest

นายเลนนาร์ด ชไลเฟอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท Regeneron Pharmaceuticals Inc. ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้คิดค้นยาที่ใช้ในการรักษาอาการป่วยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาเตือนว่า อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าโรคโควิด-19 มียาที่รักษาให้หายได้ เพียงเพราะปธน.ทรัมป์ใช้แล้วมีอาการดีขึ้น

ซีอีโอของ Regeneron เปิดเผยว่า กรณีของปธน.ทรัมป์นั้นเป็นกรณีเดียว โดยตัวยารักษาโรคจำเป็นต้องมีการทดสอบมากกว่านี้ในการทดลองทางคลินิก เพื่อนำไปประเมินผลต่อว่าตัวยามีประสิทธิภาพในการรักษาโรคโควิด-19 จริงหรือไม่

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น หลังปธน.ทรัมป์ได้กล่าวชื่นชมยาจากบริษัท Regeneron Pharmaceuticals ที่ทำให้เขามีอาการดีขึ้นจากการป่วยด้วยโรคโควิด-19 โดยปธน.ทรัมป์ ระบุว่าตน “มีภูมิคุ้มกัน” โรคดังกล่าวแล้ว

อย่างไรก็ดี ซีอีโอของ Regeneron ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า แม้ยาของบริษัทจะสร้างภูมิคุ้มกันได้จริง แต่ก็ยังไม่แน่นอนว่าภูมิคุ้มกันนั้นจะอยู่นานเพียงใด โดยอาจจะอยู่นานหลายเดือนหรือหลายปี

นายชไลเฟอร์ เปิดเผยว่า แม้กรณีของปธน.ทรัมป์นั้นค่อนข้างน่าสนใจ เพราะปธน.ทรัมป์มีอายุมากซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยง แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นยังไม่แข็งแกร่งมากพอที่จะใช้เป็นหลักฐานได้จริง โดยหลักฐานจะแข็งแกร่งมากพอก็ต่อเมื่อมาจากการทดลองทางคลินิกขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ยอมรับได้และขณะนี้ก็มีหลายฝ่ายกำลังดำเนินการอยู่

ทั้งนี้ บรรดาผู้ป่วยได้ขอเข้าร่วมการทดลองทางคลินิกสำหรับการใช้ยารักษาโรคโควิด-19 ที่สกัดจากแอนติบอดีของบริษัท Regeneron Pharmaceuticals Inc. ซึ่งใช้ในการรักษาอาการป่วยของปธน.ทรัมป์

ปธน.ทรัมป์ได้ออกจากโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ทหารแห่งชาติวอลเตอร์ รีด และกลับเข้าทำเนียบขาวเมื่อวันจันทร์ที่ 5 ต.ค.หลังได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อโควิด-19 เมื่อวันศุกร์ที่ 2 ต.ค. โดยเขามีอาการติดเชื้อที่ปอดจนระดับออกซิเจนในเลือดลดต่ำลง

แพทย์ประจำตัวของปธน.ทรัมป์เผยว่า ผลการตรวจเลือดที่ผ่านมาพบว่า แอนติบอดีมีการต่อสู้กับเชื้อโรค ซึ่งโฆษกของ Regeneron ให้เหตุผลว่า อาจเป็นผลมาจากการรักษาด้วยยาของบริษัท

ด้านปธน.ทรัมป์ได้สัญญาว่า เขาจะให้ชาวอเมริกันได้รับยาดังกล่าวฟรี พร้อมทั้งบรรยายถึงสรรพคุณของยานี้

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ระบุว่า ก่อนที่จะนำยาดังกล่าวไปใช้ในวงกว้างได้นั้น จะต้องมีข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประเมินประสิทธิภาพในการรักษา

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์