จบดีเบตรองปธน.สหรัฐ แฮร์ริส-เพนซ์ผลัดกันเชือดประเด็นโควิด-สงครามการค้า

08 ต.ค. 63 11:31 Infoquest

ภาพ: รอยเตอร์

การประชันวิสัยทัศน์หรือดีเบตระหว่างนายไมค์ เพนซ์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน และนางคามาลา แฮร์ริส คู่ชิงจากพรรคเดโมแครต ได้จบลงแล้วในช่วงเช้าวันนี้ตามเวลาไทย

โดยการดีเบตครั้งนี้ประกอบด้วยหลายประเด็นซึ่งรวมถึง การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19, สงครามการค้า, ปัญหาโลกร้อน และการแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลฏีกา โดยมีนางซูซาน เพจ หัวหน้าสำนักงานวอชิงตันของหนังสือพิมพ์ยูเอสเอทูเดย์ ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ

ประเด็นการระบาดของโรคโควิด-19

ผู้ดำเนินรายการเริ่มต้นกล่าวกับนางแฮร์ริสว่า โรคโควิด-19 ยังไม่สามารถควบคุมได้ในขณะนี้ เมื่อพิจารณาจากจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมกับตั้งคำถามกับนางแฮร์ริสว่า เธอจะใช้มาตรการล็อกดาวน์ครั้งใหม่เพื่อปิดธุรกิจและโรงเรียน รวมทั้งออกคำสั่งให้ประชาชนสวมหน้ากากหรือไม่

นางแฮร์ริสตอบคำถามดังกล่าวด้วยการโยงถึงประชาชนกว่า 210,000 คนที่เสียชีวิตจากโรคโควิด-19, ผู้ติดเชื้อกว่า 4 ล้านราย และประชาชนตกงานกว่าหลายล้านคน ในจังหวะนี้ นางแฮร์ริสได้หันไปมองกล้องโทรทัศน์ ก่อนที่จะกล่าวกับบรรดาผู้ที่กำลังชมการถ่ายทอดสดทั่วโลกว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ รู้ปัญหานี้เป็นอย่างดี แต่กลับไม่ทำอะไรเลย

ภาพ: รอยเตอร์

“พวกเขารู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่พวกเขาไม่ได้บอกพวกท่าน ท่านลองนึกภาพดูว่า หากท่านรู้ตั้งแต่วันที่ 28 ม.ค. แทนที่จะเพิ่งรู้เมื่อวันที่ 13 มี.ค. ท่านก็คงจะเตรียมตัวทัน … ชาวอเมริกันได้ร่วมกันเป็นพยานถึงความล้มเหลวครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ชาติของเรา”

นางแฮร์ริสกล่าวโดยหันไปมองกล้องโทรทัศน์เพื่อพูดกับผู้ที่กำลังรับชมการถ่ายทอดสด

นางแฮร์ริสยังกล่าวยังตรงไปตรงมาว่า หากมีวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ออกมาในช่วงที่คณะทำงานของปธน.ทรัมป์บริหารประเทศ ก็หมายความว่าวัคซีนดังกล่าวไม่ได้รับการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ แต่ถูกผลักดันโดยปธน.ทรัมป์ ซึ่งเธอจะไม่ยอมฉีดวัคซีนนั้น แต่หากผู้เชี่ยวชาญเช่น นายแพทย์แอนโทนี ฟอซี ให้การรับรอง เธอก็จะฉีดวัคซีนนั้น

ในจังหวะนี้เอง นายเพนซ์พูดแทรกขึ้นมาว่า “การที่คุณบั่นทอนความเชื่อมั่นในวัคซีนเช่นนี้ ถือเป็นการกระทำที่ไม่อาจยอมรับได้” ซึ่งทำให้นางแฮร์ริสมีท่าทีไม่พอใจและพูดว่า “ท่านรองประธานาธิบดี ดิฉันกำลังพูดอยู่ค่ะ”

แต่นายเพนซ์ไม่หยุด และกล่าวต่อไปว่า “คุณมีคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีนต้านโควิด-19 เพราะคุณรู้สึกว่าปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อเร่งการผลิตวัคซีน ผมอยากบอกคุณว่า “หยุดเล่นการเมืองกับชีวิตประชาชน”

นายเพนซ์ยังกล่าวด้วยว่า แผนการรับมือไวรัสโควิด-19 ของนางแฮร์ริสและนายโจ ไบเดนนั้น ถูกฉีกออกมาจากแนวทางที่คณะบริหารของปธน.ทรัมป์กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน

“แผนการของพวกคุณเหมือนกับการขโมยความคิดของคนอื่น และโจ ไบเดนก็มีความรู้น้อยมากเกี่ยวกับการจัดการในเรื่องนี้”

นายเพนซ์กล่าว

ประเด็นสงครามการค้า

ผู้ดำเนินรายการขอให้นางแฮร์ริส และนายเพนซ์ แสดงความเห็นเกี่ยวกับสงครามการค้า ซึ่งในโอกาสนี้ นางแฮร์ริสได้กล่าวโจมตีนายเพนซ์ และคณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่า “ก่อนหน้านี้ รองปธน.เพนซ์กล่าวว่า ปธน.ทรัมป์ได้รับชัยชนะในการทำสงครามการค้ากับจีน แต่ดิฉันขอยืนยันว่า ท่านพ่ายแพ้ในสงครามการค้า ท่านแพ้แล้ว การที่ดิฉันสรุปเช่นนี้ได้ก็เพราะว่า การทำสงครามการค้ากับจีน ส่งผลให้เราสูญเสียตำแหน่งงานในภาคอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมากถึง 300,000 ตำแหน่ง”

นางแฮร์ริสยังกล่าวด้วยว่า เกษตรกรเผชิญกับการล้มละลายมากขึ้นในช่วงหลายปีทีผ่านมา และการจ้างงานในภาคการผลิตก็ทรุดตัวลงอย่างมาก

จังหวะนี้เอง นายเพนซ์ได้โต้ตอบกลับมาว่า “พ่ายแพ้ในสงครามการค้ากับจีนอย่างนั้นหรือ? โจ ไบเดน ไม่เคยต่อสู้อะไรด้วยซ้ำ”

“โจ ไบเดน เป็นเชียร์ลีดเดอร์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนมาหลายสิบปีแล้ว และคุณ วุฒิสมาชิกแฮร์ริส คุณพูดบนความคิดเห็นส่วนตัว แต่ไม่ได้พูดบนข้อมูลความจริงที่คุณเองก็มี”

นายเพนซ์กล่าว

ประเด็นโลกร้อน

นายเพนซ์ไม่เห็นด้วยกับการที่นางแฮร์ริสมองว่า วิกฤตโลกร้อนเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของประชาชน โดยเขากล่าวว่า “ภาวะโลกร้อนกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป และเราจะดำเนินการตามคำแนะนำทางวิทยาศาสตร์”

“คุณจะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ไม่มีพายุเฮอร์ริเคนมากเหมือนกับเมื่อ 100 ปีที่แล้ว นักเฝ้าระวังภาวะโลกร้อนจำนวนมากมักจะใช้พายุเฮอร์ริเคนและไฟป่าเป็นข้ออ้างในการขายข้อตกลง ‘Green New Deal’ เท่านั้น”

นายเพนซ์กล่าว

ขณะที่นางแฮร์ริสกล่าวว่า นายไบเดนไม่ได้สนับสนุน Green New Deal ซึ่งเป็นข้อเสนอที่มุ่งเน้นเรื่องพลังงานสะอาดและมีเป้าหมายที่จะรับมือกับภาวะโลกร้อน แต่ไบเดนเป็นผู้เสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งจะอัดฉีดเงินหลายแสนล้านดอลลาร์เพื่อสร้างงานในธุรกิจพลังงานสะอาด

“ใครกันแน่ที่เตรียมจะเป็นผู้นำประเทศของเราในอีก 4 ปีข้างหน้าเพื่อจัดการกับภัยที่จะคุกคามชีวิตของประชาชน ไบเดนพูดถึงเรื่องนี้ว่า เรากำลังจะลงทุนในพลังงานทดแทน ซึ่งจะทำให้มีการจ้างงานหลายล้านตำแหน่ง เราจะบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ไบเดนมีแผนที่จะทำเช่นนี้ และไบเดนจะกลับเข้าร่วมในความตกลงปารีสว่าด้วยการลดโลกร้อน ซึ่งเป็นความตกลงที่ปธน.ทรัมป์สั่งให้สหรัฐถอนตัวออกมา”

นางแฮร์ริสกล่าว

ประเด็นแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลฎีกา

ภาพ: รอยเตอร์

นายเพนซ์กล่าวว่า ชาวอเมริกันมีสิทธิ์จะได้รับคำตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า คณะบริหารของนายไบเดนจะเพิ่มจำนวนผู้พิพากษาศาลฎีกาใช่หรือไม่ หากคณะบริหารของปธน.ทรัมป์ผลักดันการเสนอชื่อ เอมี โคนีย์ แบร์เรตต์ เป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาสหรัฐ แทนนางรูธ เบเดอร์ กินสเบิร์ก ผู้ล่วงลับ

แต่นางแฮร์ริสบ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถามดังกล่าว

นายเพนซ์จึงกล่าวต่อไปว่า “นี่เป็นกรณีคลาสสิก หากคุณไม่สามารถชนะด้วยกฎเกณฑ์ คุณก็จะเปลี่ยนกฎเกณฑ์” จากนั้นได้หันไปหานางแฮร์ริสและถามอีกครั้งว่า “คุณ และนายไบเดน จะเพิ่มจำนวนผู้พิพากษาศาลฎีกาใช่หรือไม่?”

นางแฮร์ริสไม่ได้ตอบคำถามนั้นตรงๆ แต่พูดว่า “วุฒิสภายังไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าในการรับรองโคนีย์ แบร์เรตต์ โจและดิฉันมีจุดยืนที่ชัดเจนว่า ชาวอเมริกันกำลังจะโหวตในเวลานี้ และควรให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจว่า ใครจะได้เป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่จะต้องทำหน้าที่ตลอดชีวิต”

นายเพนซ์ได้โต้กลับว่า “คุณไม่ได้ตอบคำถาม นายไบเดนก็ไม่ได้ตอบคำถาม ชาวอเมริกันมีสิทธิ์ที่จะได้รับคำตอบอย่างตรงไปตรงมา และหากคุณไม่ยอมตอบคำถามนี้ ก็เท่ากับว่าคุณได้ตอบคำถามนี้แล้วว่า พวกคุณจะเพิ่มจำนวนผู้พิพากษาในศาลฏีกา”

ทั้งนี้ การดีเบตระหว่างผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ เมืองซอลต์เลกซิตี้ รัฐยูทาห์ และเป็นการดีเบตเพียงรอบเดียว ในขณะที่การดีเบตระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน และนายโจ ไบเดน ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต จะจัดขึ้นทั้งหมด 3 รอบซึ่งรอบแรกได้ปิดฉากไปแล้วเมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์