UN ชี้โควิด-19 สะท้อนความไม่เท่าเทียมทั้งในระดับประเทศและเวทีโลก

22 ก.ย. 63 17:48 Infoquest

เจ้าหน้าที่จากองค์การสหประชาชาติ (UN) กล่าวว่า การระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ได้เผยให้เห็นถึงความเป็นจริงของความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศอย่างชัดเจน โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดก็คือกลุ่มคนที่ยากไร้ที่สุด

“ประเทศที่ร่ำรวยสามารถจัดสรรเงิน 11 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 345.13 ล้านล้านบาท) ได้ ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องดิ้นรนหาทรัพยากรเพียงน้อยนิดที่พวกเขาจำเป็นต้องมี” มูนีร์ อัคราม ประธานคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (ECOSOC) กล่าวระหว่างการประชุมระดับสูงเนื่องในโอกาสครบรอบ 75 ปีการก่อตั้งสหประชาชาติ

สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “อนาคตที่เราต้องการ สหประชาชาติที่เราต้องมี : ยืนยันพันธกิจร่วมต่อระบบพหุภาคี” (The future we want, the United Nations we need: reaffirming our collective commitment to multilateralism) โดยมี วอลคาน บอสคีร์ ประธานคนใหม่ของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เป็นผู้เปิดการประชุม ตามด้วยการปราศรัยของ อันโตนิโอ กูเตอร์เรช เลขาธิการสหประชาชาติ รวมถึงเจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติ และบรรดาผู้แทนจากประเทศต่างๆ

“เรากำลังเผชิญความท้าทาย 3 ประการ ได้แก่ การฟื้นตัวขึ้นจากการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) และการหลีกเลี่ยงหายนะด้านสภาพภูมิอากาศที่กำลังจะมาถึง” อัครามกล่าว ซึ่งนอกจากจะเป็นประธานคณะมนตรีแล้ว เขายังเป็นผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติของปากีสถานด้วย

อัครามกล่าวว่า ทุกประเทศควรผนึกกำลังรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ และเสริมว่าเมื่อวัคซีนโรคโควิด-19 ได้รับการพัฒนาเสร็จสิ้นและสามารถใช้งานได้เมื่อไร “ควรเปิดกว้างให้ประชาชนทุกคนในทุกหนแห่งสามารถหาซื้อได้ในราคาย่อมเยา โดยไม่มีการกีดกันแบ่งแยก”

การจะรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ จำเป็นต้องสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งอัครามกล่าวว่า “ไม่มีใครสามารถส่งเสริมความร่วมมือในระดับนี้ได้นอกจากสหประชาชาติและองค์กรในเครือ”

ในโอกาสที่ปากีสถานเป็นประธานคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติในปีนี้ อัครามระบุว่า ปากีสถานจะให้ความสำคัญกับขั้นตอนที่ปฏิบัติได้จริงและปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรมเพื่อเอาชนะความท้าทายทั้งสามประการข้างต้น ซึ่งรวมถึงการจัดสรรเงินทุนที่จำเป็น ขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน ตลอดจนการประยุกต์ใช้และเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ

“สหประชาชาติไม่สามารถปฏิบัติงานตามวัตถุประสงค์ขององค์กรได้ หากคณะมนตรีความมั่นคงไม่สามารถเคลื่อนไหว และสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติและคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติถูกลดความสำคัญ” อัครามกล่าว “สหประชาชาติจะไม่สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ หากนานาประเทศเลือกที่จะกระทำเพียงฝ่ายเดียวแทนการดำเนินการแบบพหุภาคี”

เขาเสริมว่า โลกกำลังเอนเอียงไปยังเส้นทางที่จะบ่อนทำลายโครงสร้างที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรักษาสันติภาพและส่งเสริมความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งรวมถึงการบ่อนทำลายสหประชาชาติ พร้อมกล่าวกระตุ้นให้ทุกฝ่ายให้คำมั่นผ่านการประกาศว่าจะ “หันเหจากเส้นทางนี้” เนื่องในโอกาสครบรอบ 75 ปีของสหประชาชาติ

คำประกาศฉบับใหม่นี้ยังระบุด้วยว่า ปัญหาความท้าทายของโลกล้วนเกี่ยวพันกัน และหนทางเดียวในการแก้ไขคือ การกระชับความเข้มแข็งของระบบพหุภาคี อันเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งเพราะสิ่งที่โลกแสวงหามาโดยตลอดคือการ “สร้างโลกที่เท่าเทียม สามารถฟื้นตัวได้ และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น”

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์