โออีซีดีเสนอแนะแนวทางพัฒนาโลจิสติกส์ไทย

จันทร์ที่ 21 กันยายน 2563 เวลา 12.10 น เดลินิวส์

วิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างรุนแรง ผู้บริโภคหันมาชอปปิงทางออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะอีคอมเมิร์ซ ส่งผลให้บริการด้านโลจิสติกส์เติบโตตามอย่างมีนัยยะสำคัญ และจะเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในภาวะวิกฤติ โดยองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คาดการณ์ว่าวิกฤติดังกล่าวจะทำให้เศรษฐกิจไทยหดตัวถึง 8% ในปี 2020

ที่ผ่านมาธุรกิจอีคอมเมิร์ซในอาเซียนเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่าในปี 2019 สูงถึง 38,200 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.19 ล้านล้านบาท) และมีแนวโน้มจะเติบโตในอัตราเลขสองหลักภายในปี 2021 ขณะที่มูลค่าอีคอมเมิร์ซไทยในปี 2019 นั้นอยู่ที่ราว 4,300 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.34 แสนล้านบาท) และคาดว่าจะเติบโต 10% ต่อไปในช่วงปี 2017-2024

องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ร่วมกับ สำนักคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า และสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) เปิดตัวรายงานการศึกษาใน 2 ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับบริการด้านโลจิสติกส์ ซึ่งถือเป็น 1 ใน 12 สาขาสำคัญที่จะนำไปสู่การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน ตามแผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC Blueprint 2025 โดยไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนในการเปิดตัวรายงาน 2 ฉบับนี้ โครงการนี้ยังได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาลสหราชอาณาจักรผ่านกองทุน Prosperity Fund เพื่อสนับสนุนแผนปฏิบัติการด้านการแข่งขันของอาเซียน (ASEAN Competition Action Plan: ACAP) ปี 2016-2025  

ประกอบด้วย 2 รายงาน ดังนี้

1) รายงานการศึกษาการประเมินกฎระเบียบด้านโลจิสติกส์ที่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันของประเทศไทย (OECD Competition Assessment Reviews: Thailand – Logistics Sector 2020)

2) รายงานการศึกษาการประเมินความเป็นกลางทางการแข่งขันในธุรกิจขนส่งพัสดุย่อย (OECD Competitive Neutrality Reviews: Thailand – Small-Package Delivery Services)
รายงานทั้งสองฉบับยังประกอบด้วย 80 ข้อเสนอแนะที่ไม่ผูกพันทางกฎหมาย เพื่อเป็นแนวทางการเพิ่มศักยภาพระบบโลจิสติกส์ในไทย พร้อมกับส่งเสริมการแข่งขันที่เท่าเทียมและเป็นธรรม ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคโอกาสเข้าถึงสินค้าและบริการที่มีคุณภาพสูงขึ้นในราคาที่ถูกลง และเปิดรับนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว การพัฒนากฎหมายด้านโลจิสติกส์ให้สอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบันและความต้องการของตลาด จึงเป็นวาระเร่งด่วนที่จะช่วยขับเคลื่อนและฟื้นฟูฟันเฟืองเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และพัฒนาการเชื่อมโยงระหว่างประเทศในอาเซียน  

โอกาสและความท้าทายด้านโลจิสติกส์

โลจิสติกส์มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอาเซียน ด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้า การเชื่อมโยงระหว่างประเทศที่มีประสิทธิภาพรองรับความต้องการของผู้นำเข้าและส่งออก ไปจนถึงการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจ โลจิสติกส์ยังสร้างรายได้ให้กับ GDP ของประเทศไทย โดยมีมูลค่าตลาดประมาณ 63.1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2017

โดยการขนส่งทางบกครองสัดส่วนในตลาดมากที่สุด คิดเป็น 57.7% จาก “รายงานการศึกษาการประเมินกฎระเบียบด้านโลจิสติกส์ที่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันของประเทศไทย” (OECD Competition Assessment Reviews: Thailand – Logistics Sector 2020) พบว่า กฎหมายและกฎระเบียบด้านโลจิสติกส์ในไทยยังมีอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff barrier) จำกัดการเข้าสู่ตลาด (Barriers to entry) หรือกระทั่งสร้างความเสียหายต่อการแข่งขันได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและผลิตภาพในระยะยาว

ทาง OECD ได้รวบรวมข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกฎระเบียบด้านโลจิสติกส์เพื่อลดกระทบต่อการแข่งขัน โดยครอบคลุม 8 สาขาย่อย ได้แก่

1) การขนส่งทางบก (Road freight transportation) เช่น กําหนดบทบัญญัติใน พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ให้ชัดเจนว่า ในทางปฏิบัตินั้น การกําหนดจํานวนสูงสุดของผู้ประกอบการขนส่งและพาหนะไม่ใช้กับการขนส่งสินค้า

 2) การขนส่งทางน้ำ (Maritime freight transport) เช่น กําหนดอํานาจหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยให้ชัดเจนว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทยมีอํานาจหน้าที่ในการดําเนินงานเท่านั้น ส่วนอํานาจหน้าที่ในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับท่าเรือและการดําเนินงานของท่าเรือนั้นเป็นอํานาจหน้าที่ของกระทรวงคมนาคม

 3) การขนส่งสินค้าทางราง (Rail freight transport) เช่น พิจารณาแบ่งแยกความเป็นเจ้าของและการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานออกจากการดําเนินกิจการขนส่งสินค้าทางราง หรือแยกการทําบัญชีสําหรับโครงสร้างพื้นฐานกับบริการขนส่งทางรางออกจากกัน

4) การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (Freight forwarding) เช่น ยกเลิกหลักเกณฑ์ที่กําหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจขนส่งสินค้าระหว่างประเทศต้องได้รับ ใบอนุญาต หรือหากรัฐบาลประสงค์ให้มีหลักเกณฑ์เรื่องใบอนุญาต ก็ให้ยกเลิกอํานาจของคณะกรรมการควบคุม การขนส่งทางบกกลางในการกําหนดจํานวนผู้ประกอบธุรกิจขนส่งระหว่างประเทศ

5) คลังสินค้า (Warehousing) เช่น ยกเลิกระยะเวลาขั้นสูงของสัญญาเช่า

6) บริการขนส่งพัสดุย่อย (Small–package delivery services) เช่น กําหนดขอบเขตของไปรษณีย์ไทย ที่ได้รับการยกเว้นจาก พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ให้ชัดเจน ซึ่งควรเป็นไปตามความเห็นของสํานักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า

7) การประกอบธุรกิจขนส่งของคนต่างด้าว เช่น ผ่อนปรนการจํากัดสัดส่วนของผู้ถือหุ้นที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจต่างด้าวในระยะยาว โดยอนุญาตให้ผู้ประกอบธุรกิจต่างด้าวเป็นผู้ถือหุ้นได้ถึงร้อยละ 100 ของบริษัท โดยมิต้องให้ผู้ประกอบธุรกิจต่างด้าวถือใบอนุญาตเป็นการเฉพาะ ในขั้นแรก อาจเริ่มดําเนินการตามกรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียน (AFAS) โดยอนุญาตให้คนต่างด้าวในประเทศสมาชิกถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 70 ในธุรกิจ การให้บริการด้านโลจิสติกส์ และขยายกรอบการอนุญาตให้ถือหุ้นดังกล่าวให้รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจต่างด้าว ในประเทศอื่น ๆ ในภายหลัง

8) ความตกลงระหว่างประเทศ (International agreements) เช่น ยกเลิกการจํากัดจํานวนใบอนุญาตประกอบธุรกิจการขนส่งสินค้าทางถนนข้ามพรมแดน (Licences for cross–border freight transport by road) ไปยังกัมพูชาและเมียนมา หรือจัดให้มีการประเมิน อุปสงค์ของตลาด (Market demand) และพิจารณาเพิ่มจํานวนใบอนุญาตที่กําหนดไว้

  การแข่งขันในธุรกิจขนส่งพัสดุย่อยต้อง ‘เป็นกลาง’ และ ‘เท่าเทียม’ มากขึ้น

ในปัจจุบันบริการด้านโลจิสติกส์ยังคงได้รับผลกระทบจากกฎหมายการแข่งขันทางการค้า และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมระหว่างเอกชนกับรัฐวิสาหกิจ OECD จึงได้จัดทำ “รายงานการศึกษาการประเมินความเป็นกลางทางการแข่งขันในธุรกิจขนส่งพัสดุย่อย” (OECD Competitive Neutrality Reviews: Thailand – Small-Package Delivery Services) เพื่อศึกษาวิเคราะห์ว่า ไปรษณีย์ไทยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ดำเนินงานภายใต้กฎหมายการแข่งขันเช่นเดียวกับธุรกิจอื่น ได้รับสิทธิพิเศษหรือเสียผลประโยชน์จากกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่ พร้อมกับแนะนำแนวทางการส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นกลาง ทำให้รัฐวิสาหกิจและบริษัทเอกชนสามารถแข่งกันได้ภายใต้เงื่อนไขและสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรม

แม้ว่า พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ที่บังคับใช้ในปัจจุบัน ได้กำหนดให้รัฐวิสาหกิจทุกประเภทต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย แต่ยังยกเว้นกรณี “เฉพาะในส่วนที่ดำเนินการตามมติของ ครม. ที่มีความจำเป็น เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของชาติ ประโยชน์สาธารณะ และผลประโยชน์ส่วนรวม หรือจัดให้มีสาธารณูปโภค” แต่ไม่ได้ระบุขอบเขตชัดเจน ซึ่งอาจนำไปสู่การกีดกันการแข่งขันที่สร้างความเสียหายให้กับผู้บริโภคและบริษัทคู่แข่ง

จากการศึกษาพบว่า รัฐวิสาหกิจทั่วโลกมักจะได้รับสิทธิ์หรือสิทธิพิเศษเหนือกว่าบริษัทเอกชนที่เป็นคู่แข่ง เช่น เงินอุดหนุน การค้ำประกันโดยรัฐบาล หรือแม้แต่การเลือกปฏิบัติทางกฎหมายและการยกเว้นทางภาษี ดังนั้นแม้รัฐวิสาหกิจจะขาดประสิทธิภาพ ก็สามารถยังเป็นผู้เล่นหลักของการแข่งขันในตลาด และทำให้สินค้าและบริการในตลาดมีราคาแพง แม้จะมีคุณภาพด้อยกว่าก็ตาม ดังนั้นหากรัฐบาลส่งเสริมให้ธุรกิจทุกรายมีโอกาสในการแข่งขันอย่างเท่าเทียมกัน ก็จะทำให้การแข่งขันมีประสิทธิภาพ และส่งผลดีต่อการเติบโตพัฒนาทางเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ทาง OECD ได้จัดทำข้อเสนอแนะที่จะนำไปสู่การส่งเสริมความเป็นกลางทางการแข่งขันและเปิดเสรีทางการค้าในกลุ่มบริการขนส่งพัสดุย่อยมากขึ้น เช่น  

1) แยกอํานาจการเป็นเจ้าของ ปณท. (ถือหุ้นโดยกระทรวงการคลัง) ออกจากหน้าที่ด้านการกํากับ ดูแล (คณะกรรมการกิจการไปรษณีย์) เพื่อให้ ปณท. แข่งขันกับบริษัทอื่น ๆ อย่างเท่าเทียมกัน

 2) โอนอํานาจหน้าที่ด้านการออกกฎระเบียบของ ปณท. ไปยังองค์กรกํากับดูแลรายสาขา (Sectoral regulator) เพื่อป้องกันการขัดกันของอํานาจ (Conflict of interest) ของ ปณท.

3) จํากัดจํานวนคณะกรรมการ ปณท. ที่เป็นบุคคลภายในของกระทรวงการคลังและกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้เกิดความเป็นมืออาชีพ (Professionalism) มากขึ้น และเพื่อป้องกันการแทรกแซงโดยมิชอบจากรัฐ

4) กําหนดให้การดําเนินการของ ปณท. ต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่ง พ.ร.บ.การแข่งขัน ทางการค้า พ.ศ. 2560 โดยอาจกําหนดให้การให้บริการไปรษณีย์เป็นกิจการเพื่อประโยชน์สาธารณะ (Public– utility activity) ซึ่งได้รับการยกเว้นตามกฎหมายดังกล่าว ส่วนกิจการอื่น ๆ ต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย การแข่งขันทางการค้าเช่นเดียวกับผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น

5) บัญญัติยกเว้นการส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (Express mail) พัสดุไปรษณีย์ (Parcels) และพัสดุย่อย (Small packages) มิให้อยู่ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.ไปรษณีย์ พ.ศ. 24771 หรืออาจยกเลิก อํานาจสิทธิขาด (Monopoly rights) ของ ปณท. เพื่อเปิดเสรีทางการค้าในกิจการไปรษณีย์

ผู้จัดทำรายงานได้เน้นย้ำถึงวัตถุประสงค์ของการจัดทำข้อเสนอแนะในรายงานดังกล่าวว่า การปรับปรุงพัฒนากฎหมายด้านโลจิสติกส์ จะช่วยส่งเสริมให้สภาพแวดล้อมของตลาดโลจิสติกส์ในไทยเอื้อต่อการค้าเสรีมากยิ่งขึ้น และลดอุปสรรคการแข่งขัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในระยะยาว เช่น กระตุ้นให้บริษัทและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาคุณภาพของสินค้าและบริการ ส่งเสริมการลงทุนระหว่างประเทศ ตลอดจนสนับสนุนพัฒนานวัตกรรมและการจ้างงานมากยิ่งขึ้น.

———————————————–

ขอขอบคุณสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย