สธ.เตือนอย่าวางใจโควิดแม้ผู้ป่วยใหม่น้อยลงวอนตั้งการ์ดสูง-เข้มชมแข่งกีฬา

21 ก.ย. 63 15:48 Infoquest

นพ.บัญชา ค้าของ รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในไทยว่า ปัจจุบันยังไม่สามารถวางใจได้ เนื่องจากสถานการณ์ในหลายประเทศกลับมาระบาดอีกครั้ง จำนวนผู้ป่วยสะสมของทั่วโลกล่าสุดอยู่ที่ 31.23 ล้านคน และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากสถานการณ์โลกยังเป็นเช่นนี้ ประเทศไทยก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรับความเสี่ยงจากรอบด้าน

อย่างไรก็ดี แม้ในประเทศไทยจะพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อเพิ่มมา 2 ราย คือ ผู้ต้องขังที่เคยเป็นดีเจ และนักฟุตบอลชาวอุซเบกิสถาน แต่สถานการณ์เช่นนี้ยังไม่ถือว่าเป็นการระบาดรอบสอง

สำหรับสถานการณ์การติดเชื้อไวรัสโควิดในประเทศไทย สามารถแบ่งได้เป็น กรณีแรก ติดเชื้อแล้วจำนวนน้อย แต่จำนวนมากยังไม่เคยติดเชื้อ และยังไม่มีภูมิต้านทาน กรณีสอง ติดเชื้อแล้วจำนวนน้อยแต่มีอาการ ส่วนอีกจำนวนมาก ติดเชื้อแต่อาการน้อย หรือไม่มีอาการ ทำให้มีภูมิต้านทานแค่ระยะสั้น ซึ่งทำให้ในภาพรวมแล้วคนไทยยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าจะปลอดภัยจากโควิด-19

“วัคซีนก็ยังไม่มีความแน่นอน เชื้ออาจกลายพันธุ์ได้ แต่เราก็ลุ้นให้วัคซีนออกมาได้ผล ตอนนี้ภาพรวมแล้ว คนไทยยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าจะปลอดภัยจากโควิด-19 คนไทยอาจไม่มีภูมิต้านทานหลายคน และเชื้อนี้ไม่ได้รับประกันว่าจะไม่เกิดระบาดในไทย”

รองอธิบดีกรมอนามัยระบุ

ทั้งนี้ โอกาสของความเสี่ยงที่จะเกิดการแพร่เชื้อในประเทศไทย มาจาก

  1. ชาวต่างชาติที่เข้ามาแล้วไม่ปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขของไทย
  2. แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง
  3. คนติดเชื้อที่ไม่มีอาการ หรือมีอาการน้อยมาก และแพร่ให้คนที่อยู่ใกล้ชิด โดยสถานที่เสี่ยงที่จะทำให้มีการติดเชื้อได้สูง เช่น สถานที่ที่มีคนมาดื่มกินร่วมกัน, สถานที่ที่มีการตะโกนหรือพูดคุยเสียงดัง, สถานที่ที่คนรวมตัวกันจำนวนมากในระบบปิด และการสัมผัสคลุกคลีกับคนใกล้ชิดหรือคนในครอบครัว

สำหรับการผ่อนคลายมาตรการในระยะที่ 6 ที่ต้องการจะเน้นย้ำเป็นพิเศษ คือ กรณีของการเชียร์กีฬา เนื่องจากเป็นสถานที่ที่มีความแออัด ทำให้จำเป็นต้องจำกัดจำนวนผู้เข้าชมในสนาม โดยหากเป็นสนามกีฬาในร่ม จะต้องมีคนเข้าชมได้ไม่เกิน 15% ของความจุสนาม ขณะที่สนามกีฬากลางแจ้ง จะต้องมีผู้ชมได้ไม่เกิน 25% หรือ 1 ใน 4 ของความจุสนาม โดยต้องเว้นระยะห่างเพื่อป้องกันการเบียดเสียดเข้า-ออกในการชมกีฬา และการตะโกนเชียร์จะต้องเชียร์อยู่ภายใต้การสวมหน้ากากอนามัย ซึ่งจะช่วยลดการแพร่เชื้อโรคได้เป็นอย่างมาก

ขณะเดียวกันผู้จัดการแข่งขันจำเป็นต้องกำหนดจุดคัดกรอง การลงทะเบียนผู้เข้าชมในสนาม และกำหนดพื้นที่เข้า-ออกให้ชัดเจน แยกโซนนักกีฬา เจ้าหน้าที่ และผู้ชมไม่ให้มีการปะปนกัน นอกจากนี้ ผู้ฝึกอบรม, กรรมการผู้ตัดสิน และนักกีฬาตัวสำรองที่ยังไม่ได้ลงแข่งขัน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ต้องสวมหน้ากากอนามัยด้วย

นพ.บัญชา กล่าวว่า สิ่งที่คนไทยควรทำที่สุดในขณะนี้ คือการช่วยกันค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ให้เร็ว หากเป็นผู้สัมผัสที่มีความเสี่ยงต้องขอรับการตรวจยืนยันโดยเร็ว และเมื่อเริ่มมีอาการที่สงสัยจะติดเชื้อต้องรีบแยกกักตัวเองทันที

“สามคำนี้ คือ พบเร็ว ตรวจเร็ว แยกเร็ว นี่คือสิ่งที่ต้องขอความร่วมมือจากคนไทยในช่วงนี้ ถ้าเราพบผู้ป่วยรายใหม่ได้เร็ว รายที่เป็นผู้สัมผัสจะได้ไปตรวจให้ครอบคลุมโดยเร็ว และเมื่อไรที่เจอเร็ว แยกกักได้เร็ว จะได้ไม่ระบาด”

รองอธิบดีกรมอนามัยระบุ

อย่างไรก็ดี การที่ประเทศไทยจะไม่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบสอง ก็มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้ ถ้าเจอผู้ป่วยรายใหม่ได้เร็ว ผู้ป่วยรายใหม่มีน้อย และสามารถติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงสูงได้เร็ว ขณะที่ประชาชนเองยังปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด ทั้งการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ และการเว้นระยะห่าง ส่วนผ้ประกอบการเองก็จะต้องปฏิบัติตามมาตรการด้านสุขอนามัยที่เข้มข้นเช่นกัน ซึ่งถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกันเช่นนี้การระบาดรอบสองในประเทศไทยก็อาจจะไม่เกิดขึ้น

“การจะสกัดโควิดรอบสองให้เอาอยู่นั้น คือการพร้อมใจคัดกรองตนเองก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง เพื่อให้สามารถพบผู้ป่วยรายใหม่ และควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็ว และขอให้ตระหนักเมื่อเข้าพื้นที่เสี่ยง จะต้องป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด”

นพ.บัญชากล่าว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์