SCB หั่นจีดีพีปีนี้เป็นติดลบ 7.8% หลังตลาดแรงงานทรุด-ธุรกิจเจ๊ง

14 ก.ย. 63 11:56 น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

  SCB ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้เป็นหดตัว 7.8% จากเดิมหดตัว 7.3% หลังเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้ากว่าคาด จากความเปราะบางในตลาดแรงงานและการปิดกิจการของธุรกิจที่สูงขึ้น ส่งผลการลงทุนเอกชนชะลอ พร้อมจับตาเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

  นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกมีสัญญาณฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2/63 แต่มาตรการปิดเมืองที่เริ่มกลับมาเข้มงวดขึ้นหลังจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในบางประเทศกลับมาเพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวชะลอลงในระยะต่อไป

  นอกจากสัญญาณการฟื้นตัวที่ชะลอลงดังกล่าวแล้ว การปิดกิจการ และ อัตราการว่างงาน ที่ยังอยู่ในระดับสูงในหลายประเทศอาจทำให้เกิดแผลเป็น (scarring effects) ต่อเศรษฐกิจโลก และ กลายเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวในระยะถัดไปได้รวมถึงมาตรการการคลังที่มีส่วนประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมากำลังทยอยหมดอายุลง หรือ ได้รับการต่ออายุแต่ในขนาดที่เล็กลงในหลายประเทศ อาจทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่าหน้าผาทางการคลัง (fiscal cliff) ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

  ดังนั้นเศรษฐกิจไทย แเม้หลายภาคส่วนมีการฟื้นตัวหลังจากผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2/63 แต่การฟื้นตัวมีสัญญาณช้าลงในช่วงหลัง ภาคการท่องเที่ยวเห็นการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวที่ใกล้กรุงเทพฯ แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงซบเซาต่อเนื่อง ดังนั้น EIC ได้ปรับลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้เหลือเพียง 6.7 ล้านคน และปรับเป้าเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็นติดลบ 7.8% จากเดิม ติดลบ 7.3%

  “โควิด-19 ได้สร้างแผลเป็นต่อเศรษฐกิจไทยทั้งปัญหาการปิดกิจการของธุรกิจ และ ความเปราะบางในตลาดแรงงาน ซึ่งจะเป็นอุปสรรคและความเสี่ยงสำคัญต่อการฟื้นตัวในระยะข้างหน้า และการปิดกิจการที่เพิ่มมากขึ้นที่จะส่งผลต่อการลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มหดตัวในระดับสูงต่อเนื่อง และถ้าโควิด-19 ระบาดรอบ 2 จนนำไปสู่การปิดเมืองก็อาจเห็นจีดีพีหดตัว -10 ถึง -11%”นายยรรยง กล่าว

  สำหรับมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐมีส่วนสำคัญในการช่วงพยุงเศรษฐกิจ แต่เม็ดเงินช่วยเหลือออกมาต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ โดยเม็ดเงินล่าสุดที่ได้รับอนุมัติภายใต้ พรก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท อยู่ที่ประมาณ 4.75 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าที่เคยคาดไว้ก่อนหน้า ดังนั้น EIC จึงปรับลดคาดการณ์เม็ดเงินที่จะเข้าสู่เศรษฐกิจในปีนี้เหลือเพียง 5 แสนล้านบาท จากเดิมที่คาดไว้ 6 แสนล้านบาท

  ทางด้านนโยบายการเงินคาดว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.5% ตลอดทั้งปี และ พร้อมใช้เครื่องมือต่าง ๆ รวมถึงมาตรการ Unconventional เพิ่มเติมหากมีความจำเป็น ภาวะการเงินโดยรวมมีแนวโน้มตึงตัวน้อยลง หลังจากที่ ธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และ ใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง และลดค่าใช้จ่ายให้แก่ครัวเรือน และลดผลกระทบภาคธุรกิจ เช่น มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และ การพักการชำระหนี้ชั่วคราว เป็นต้น รวมทั้งมาตรการรองรับปัญหาหนี้เสีย และ สินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น

  ค่าเงินบาทสิ้นปีนี้คาดอยู่ในช่วง 30.5-31.5 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าเล็กน้อยจากปัจจุบัน เนื่องจากเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าลงตามการพื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การส่งสัญญาณดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และ การดำเนินนโยบายการคลังที่มีแนวโน้มขาดดุลมากขึ้นของสหรัฐ อีกทั้ง เงินทุนเคลื่อนย้ายมีแนวโน้มไหลเข้าตลาด EM รวมถึงตลาดการเงินไทยในระยะต่อไป อย่างไรก็ดี ด้วยดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เกินดุลลดลงมากจากดุลบริการที่หายไปตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่หดตัวในระดับสูงทำให้เงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐจะไม่แข็งค่าขึ้นมากนัก

  “ความเสี่ยงที่ต้องจับตา คือ การระบาดโควิด-19 รอบ 2 ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อภาคส่งออก และ เศรษฐกิจในประเทศหากมีการบังคับใช้มาตรการที่เข้มงวดเพิ่มขึ้น และ ยังต้องจับตาประเด็นความตึงเครียดระหว่างจีน และ สหรัฐ ที่มีแนวโน้มตึงเครียดเพิ่มขึ้น รวมถึงผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในช่วงต้นเดือนพ.ย. นี้ เม็ดเงินจากมาตรการช่วยเหลือของรัฐที่อาจออกมาน้อยกว่าคาด ก็จะเป็นอีกความเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้เศรษฐกิจไทยหดตัวมากกว่าที่คาดได้ รวมถึงยังต้องจับตาผลของการปิดกิจการ และ ความเปราะบางของตลาดแรงงานต่อไป”นายบรรยง กล่าว

รายงาน    กรณัช พลอยสวาท 
เรียบเรียง  จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช 
อนุมัติ     อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 

CR:Efinancethai