ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาดผลผลิตข้าวปีนี้อยู่ที่ 30 ล้านตัน น้ำท่วมไม่กระทบ

2 ก.ย. 63 14:48 น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า จากภาวะน้ำท่วมในหลายจังหวัดแถบภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ น่าจะไม่กระทบต่อผลผลิตพืชเกษตรฤดูฝนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะข้าวนาปี เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลผลิตข้าวนาปียังไม่ถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว เมื่อผนวกกับการไหลของน้ำที่ท่วมหลาก ไม่มีการแช่ขังของน้ำที่ยาวนานเกินไป และเป็นลักษณะของการไหลผ่านของน้ำ

  ทำให้คาดว่า ผลผลิตข้าวนาปีจะยังไม่ได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของน้ำท่วมดังกล่าว โดยในภาพรวมคาดว่า ปริมาณผลผลิตข้าวทั้งหมดในปี 2563 อาจอยู่ที่ราว 29-30 ล้านตัน หรือลดลงร้อยละ 4.3-7.5 (YoY) ขณะที่ในแง่ของราคาข้าวทั้งปี 2563 อาจอยู่ที่ราว 11,000-11,300 บาทต่อตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.0-6.0 (YoY)

  มองต่อไป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในเดือนกันยายน-กลางเดือนตุลาคม 2563 ประเทศไทยน่าจะยังได้รับอิทธิพลจากพายุเขตร้อนอยู่ ซึ่งจะส่งผลต่อปริมาณน้ำฝนให้อยู่ในระดับสูง จึงยังคงต้องจับตาถึงระดับความรุนแรงของพายุที่อาจสร้างความเสียหายต่อผลผลิตข้าวนาปี เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลผลิตเริ่มทยอยออกสู่ตลาดบ้างแล้ว และเมื่อผนวกกับปริมาณน้ำที่ไหลมาจากภาคเหนือในช่วงเวลาก่อนหน้า ซึ่งน่าจะไหลผ่านมาถึงภาคกลาง จนอาจกระทบต่อผลผลิตข้าวนาปีในภาคกลางได้

   นอกจากนี้ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2563 อาจต้องจับตาระดับความรุนแรงของพายุตามฤดูกาลที่ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ จนอาจสร้างความเสียหายต่อปริมาณผลผลิตยางพาราและปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นพืชเกษตรหลักในภาคใต้อีกด้วย

  หลังจากที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศให้ไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 ก็ได้มีฝนตกโปรยปรายอย่างต่อเนื่องในทั่วทุกภาคของประเทศ แต่ล่าสุดจากอิทธิพลของพายุซินลากูและพายุฮีโกสในช่วงเดือนกรกฏาคม-สิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้เกิดสถานการณ์ฝนตกชุกอย่างต่อเนื่อง น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เกิดน้ำท่วม และสร้างความเสียหายในพื้นที่หลายจังหวัด

  หากพิจารณาในแง่ของผลกระทบจากน้ำท่วมที่มีต่อพื้นที่ทางการเกษตรและผลกระทบต่อเนื่องถึงผลผลิตพืชเกษตรตามฤดูกาลที่สำคัญ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า จากภาวะน้ำท่วมในหลายจังหวัดแถบภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ น่าจะไม่กระทบต่อผลผลิตพืชเกษตรฤดูฝนอย่างมีนัยสำคัญ

  โดยเฉพาะข้าวนาปี ซึ่งเป็นผลผลิตข้าวหลักของประเทศ เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลผลิตข้าวนาปียังไม่ถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว แม้เกษตรกรจะได้ดำเนินการปลูกไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ โดยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือมีการเพาะปลูกข้าวนาปีไปแล้วร้อยละ 96.8 และ 86.9 เมื่อเทียบกับแผนการเพาะปลูกตามลำดับ

  ขณะที่สัดส่วนการเก็บเกี่ยวข้าวนาปีในภาคเหนือ พบว่า ยังคงน้อยอยู่ที่เพียงร้อยละ 0.014 สะท้อนถึงการที่เกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือได้มีการปลูกข้าวนาปีไปเกือบหมดแล้ว แต่ยังไม่มีการเก็บเกี่ยว เมื่อผนวกกับการไหลของน้ำที่ท่วมหลาก ไม่มีการแช่ขังของน้ำที่ยาวนานเกินไป และเป็นลักษณะของการไหลผ่านของน้ำ

  ทำให้ในภาพรวมคาดว่า ผลผลิตข้าวนาปีจะยังไม่ได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของน้ำท่วมดังกล่าว ขณะที่ผลผลิตข้าวนาปรัง ซึ่งมีผลผลิตหลักอยู่ในภาคกลาง ซึ่งแม้จะตรงกับฤดูกาลเก็บเกี่ยว แต่ก็มีสัดส่วนผลผลิตออกสู่ตลาดไม่มาก ทำให้อาจได้รับผลกระทบอยู่บ้าง แต่คงไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ภาพรวมผลผลิตข้าวได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญในช่วงนี้

  ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า จากภาวะน้ำท่วมที่เกิดขึ้นจนถึงขณะนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตข้าวโดยรวมทั้งปี 2563 อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้คาดว่า ปริมาณผลผลิตข้าวทั้งหมดในปี 2563 อาจอยู่ที่ราว 29-30 ล้านตัน หรือลดลงร้อยละ 4.3-7.5 (YoY) ซึ่งการลดลงของผลผลิตข้าวมีสาเหตุสำคัญจากแรงฉุดของภัยแล้งในช่วงต้นปี ขณะที่ในแง่ของราคาข้าวทั้งปี 2563 อาจอยู่ที่ราว 11,000-11,300 บาทต่อตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.0-6.0 (YoY)

  อย่างไรก็ดี แม้ในขณะนี้อิทธิพลของพายุฮีโกสที่ส่งผลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือได้คลี่คลายลงไปบ้างแล้ว แต่เมื่อมองต่อไป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในเดือนกันยายน-กลางเดือนตุลาคม 2563 ประเทศไทยน่าจะยังได้รับอิทธิพลจากพายุเขตร้อนอยู่ ซึ่งจะส่งผลต่อปริมาณน้ำฝนให้อยู่ในระดับสูง

  จึงยังคงต้องจับตาถึงระดับความรุนแรงของพายุที่อาจสร้างความเสียหายต่อผลผลิตข้าวนาปี เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลผลิตเริ่มทยอยออกสู่ตลาดบ้างแล้ว และเมื่อผนวกกับปริมาณน้ำที่ไหลมาจากภาคเหนือในช่วงเวลาก่อนหน้า ซึ่งน่าจะไหลผ่านมาถึงภาคกลาง จนอาจกระทบต่อผลผลิตข้าวนาปีในภาคกลางได้ จากปริมาณผลผลิตข้าวนาปีในภาคกลางที่มีราวร้อยละ 20.8 ของประเทศ

  ท้ายที่สุด ผลกระทบสุทธิในช่วงเดือนกันยายน-กลางเดือนตุลาคม 2563 อาจส่งผลต่อการคาดการณ์ภาพรวมผลผลิตข้าวในปีนี้ให้ต่ำกว่ากรอบคาดการณ์ที่ประเมินไว้ นอกจากนี้ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2563 อาจต้องจับตาระดับความรุนแรงของพายุตามฤดูกาลที่ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ จนอาจสร้างความเสียหายต่อปริมาณผลผลิตยางพาราและปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นพืชเกษตรหลักในภาคใต้อีกด้วย

  ทั้งนี้ คงต้องติดตามระยะเวลาและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเป็นระยะ และต้องติดตามสภาพภูมิอากาศในช่วงระยะข้างหน้า เนื่องจากยังไม่สิ้นสุดฤดูฝนและยังอาจมีพายุเพิ่มเติมเข้ามาได้อีกในช่วงที่เหลือของปีนี้ อย่างไรก็ตาม แม้การประเมินผลกระทบจากน้ำท่วมจนถึงขณะนี้ว่ายังไม่มีผลกระทบต่อผลผลิตพืชเกษตรหลักของไทยอย่างมีนัยสำคัญ

  แต่ในระดับภูมิภาค ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือย่อมส่งผลกระทบค่อนข้างมากต่อคนในท้องที่ ที่เดิมครัวเรือนส่วนใหญ่ก็เผชิญความยากลำบากอยู่ก่อนแล้ว จากปัญหารายได้เกษตรกร การมีงานทำ รวมทั้งปัญหาในภาคธุรกิจ SMEs

CR:Efinancethai