กรุงโซลยกระดับมาตรการบังคับสวมแมสก์

อาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2563 เวลา 16.29 น. เดลินิวส์

นับตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.นี้ ประชาชนในกรุงโซลต้องสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในสถานที่สาธารณะ นอกเหนือจากเมื่อใช้บริการระบบขนส่งมวลชน และรักษาระยะห่างอย่างเคร่งครัด หลังยังคงเป็นพื้นที่พบผู้ป่วยโรคโควิด-19 มากที่สุดในเกาหลีใต้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ว่านายซอ จอง-ฮยอป รักษาการนายกเทศมนตรีกรุงโซล แถลงเมื่อวันอาทิตย์ ว่านับตั้งแต่วันจันทร์ที่ 24 ส.ค.นี้เป็นต้นไป “จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง” ประชาชนต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าเมื่ออยู่ในสถานที่สาธารณะ ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ร่มหรือกลางแจ้ง โดยสามารถถอดออกได้เฉพาะรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำเท่านั้น

มาตรการดังกล่าวเป็นการยกระดับจากคำสั่งสวมหน้ากากอนามัยเมื่อใช้บริการระบบขนส่งมวลชน ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา และย้ำว่าสถานที่สาธารณะแห่งซึ่งมีขนาดตั้งแต่ 150 ตารางเมตรขึ้นไป หากไม่สามารถจัดระเบียบการรักษาระยะห่างของผู้ใช้บริการได้ อาจเผชิญกับมาตรการลงโทษด้วยการปิดทันที 2 สัปดาห์ พร้อมชำระค่าปรับที่อาจสูงถึง 3 ล้านวอน ( ราว 79,468.20 บาท ) และอาจมีการดำเนินคดีตามกฎหมายด้วย

ขณะเดียวกัน แม้รัฐบาลกลางของประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ยกระดับมาตรการควบคุมทางสังคมจาก 1 เป็น 2 และยืนยันว่า “อย่างน้อยในตอนนี้” ยังไม่ถึงขั้นที่่ต้องใช้มาตรการขั้น 3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด แต่นายซอกล่าวว่า เทศบาลกรุงโซลสามารถใช้อำนาจประกาศเทศบัญญัติ ยกระดับมาตรการทางสังคมในเมืองหลวงของเกาหลีใต้ให้เป็นระดับ 3 ได้ เขาจึงขอให้ประชาชนร่วมกันเห็นแก่ส่วนรวม

ทั้งนี้ การแถลงของนายซอเกิดขึ้นหลังเมื่อช่วงเช้าของวันเดียวกัน ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเกาหลี ( เคซีดีซี ) รายงานการพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในกรุงโซล 138 คนในรอบ 24 ชั่วโมงล่าสุด จากจำนวนผู้ป่วยกลุ่มติดเชื้อภายในประเทศ 387 คน นอกจากนั้นยังมีผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศอีก 10 คน รวมทั้งสิ้น 397 คน เป็นสถิติรายวันสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา เพิ่มจำนวนผู้ป่วยสะสมเป็นอย่างน้อย 17,399 คน รักษาหายแล้ว 14,200 คน และเสียชีวิตอย่างน้อย 309 คน.

เครดิตภาพ : REUTERS

CR:เดลินิวส์