กรณีศึกษา เมื่อเงินดอลลาร์สหรัฐ กำลังอ่อนค่าลง

16 ส.ค. 2020 โดย ลงทุนแมน

ในช่วงที่ผ่านมาเงินดอลลาร์สหรัฐ เริ่มกลับมาอ่อนค่าอีกครั้ง
ทำไมเงินดอลลาร์สหรัฐจึงกลับมาอ่อนค่า
แล้วมันส่งผลกระทบอย่างไร
ลงทุนแมนจะมาวิเคราะห์ให้ฟัง

ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนว่า เงินดอลลาร์สหรัฐ มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกมากแค่ไหน

รู้ไหมว่า ปัจจุบัน ทุนสำรองระหว่างประเทศของทุกประเทศทั่วโลกนั้นประกอบไปด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีสัดส่วนสูงกว่า 60%

ดังนั้นเราจึงบอกได้ว่า เงินดอลลาร์สหรัฐยังมีความสำคัญต่อทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารกลางในแต่ละประเทศ

ขณะที่ในด้านการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศนั้น กว่า 87% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดเป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ

2 เรื่องทำให้เราบอกได้ว่า เงินดอลลาร์สหรัฐจะยังคงเป็นเงินสกุลหลักของโลกอยู่ในปัจจุบัน และน่าจะเป็นต่อไปอีกในอนาคต

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นเงินสกุลหลักที่เป็นที่ต้องการของโลก แต่มูลค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

ที่น่าสนใจคือ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มูลค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐกลับลดลงมาเรื่อยๆ หรือพูดง่ายๆ ว่า เงินดอลลาร์สหรัฐกำลังอ่อนค่า

หนึ่งในตัวชี้วัดที่นักการเงินและนักเศรษฐศาสตร์นิยมใช้ในการวัดการอ่อนค่าหรือแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ คือ US Dollar Index โดยจะนำเงินดอลลาร์สหรัฐ มาเทียบกับเงินสกุลหลักของโลกเช่น เงินยูโร เงินเยน เงินปอนด์ เงินดอลลาร์แคนาดา เงินโครนาสวีเดน เงินฟรังก์สวิส

ถ้า US Dollar Index มีค่าลดลงแสดงว่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลักของโลก

รู้ไหมว่า ในช่วงเดือนมีนาคม 2563 US Dollar Index เคยขึ้นไปสูงสุดถึง 102.82 ก่อนที่จะลดลงมาเหลือ 93.39 ในปัจจุบันเท่านั้น นั่นหมายว่า เพียงระยะเวลาไม่กี่เดือน เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงไปแล้วกว่า 9%

แล้วเรื่องนี้มันเกิดจากสาเหตุอะไร?

ให้เราลองนึกภาพว่าเงินนั้นเหมือนสินค้าชนิดหนึ่ง
โดยธรรมชาติแล้ว ถ้าสินค้าไหนมีปริมาณมากกว่าความต้องการ มูลค่าของมัน ก็มักจะลดลง ตามหลัก Demand & Supply

ซึ่งปริมาณของเงินก็อยู่ในข่ายนี้เช่นกัน..

การระบาดของ Covid-19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา กองทุนการเงินระหว่างประเทศคาดการณ์ว่ามูลค่า GDP ของสหรัฐฯ จะลดลงกว่า 8% หรือคิดเป็นมูลค่าถึง 53 ล้านล้านบาท ซึ่งมูลค่านี้มากกว่า GDP ของประเทศไทยถึง 3 เท่า

พอเรื่องเป็นแบบนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จึงออกมาประกาศมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) โดยไม่จำกัดวงเงิน และไม่จำกัดเวลา ซึ่งเป็นมาตรการทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคและธุรกิจที่ขาดสภาพคล่องจากผลกระทบของ Covid-19

รวมไปถึงการแจกเงินเยียวยาให้กับประชาชนของภาครัฐในช่วงที่มีการล็อกดาวน์ ก็ทำให้ประชาชนมีเงินในมือมากขึ้น ซึ่งสำหรับบางคนอาจจะได้รับเงินมากกว่าช่วงที่ทำงานเสียอีก

เรื่องนี้ส่งผลทำให้ปริมาณเงินในระบบ (Money Supply) ของสหรัฐอเมริกานั้นปรับเพิ่มขึ้น

ซึ่งปริมาณเงินที่ว่านี้ มีตั้งแต่เหรียญ ธนบัตร เงินฝากกระแสรายวัน เงินฝากออมทรัพย์ และเงินฝากประจำ ที่อยู่ในมือของประชาชนและภาคธุรกิจในช่วงเวลาหนึ่ง

เดือนมีนาคม 2563 ปริมาณเงินในระบบของสหรัฐอเมริกาเท่ากับ 496 ล้านล้านบาท
เดือนมิถุนายน 2563 ปริมาณเงินในระบบของสหรัฐอเมริกาเท่ากับ 570 ล้านล้านบาท

ในระยะเวลาประมาณ 4 เดือน ปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้นถึง 74 ล้านล้านบาท ทั้งๆ ที่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การที่ปริมาณเงินในระบบของสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นด้วยจำนวนเท่านี้ ปกติจะใช้เวลาประมาณ 3-4 ปี

ปริมาณเงินในระบบที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญตัวหนึ่งที่ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง จึงทำให้นักลงทุนที่ถือเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งก็เปรียบเสมือนสินทรัพย์ชนิดหนึ่ง ต้องขายเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อไปลงทุนในสินทรัพย์อย่างอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นราคาของสินทรัพย์หลายชนิดนั้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ไม่ว่าจะเป็น หุ้นหรือทองคำ

ลองมาดูตัวอย่างของสินทรัพย์บางอย่างที่ปรับเพิ่มขึ้น ในช่วงที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่าลง นับแต่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ประกาศใช้มาตรการ QE ในรอบนี้

ราคาทองคำทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เพิ่มสูงกว่า 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อทรอยออนซ์
ผลตอบแทนของทองคำเพิ่มขึ้น 36% นับจากต้นปี

ตลาดหุ้นสหรัฐอย่าง Nasdaq ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ปิดสูงกว่า 11,000 จุด
ผลตอบแทนของตลาดหุ้น Nasdaq เพิ่มขึ้น 23% นับจากต้นปี

CR:ลงทุนแมน