สรุป ประเทศ เลบานอน ฉบับสมบูรณ์

5 ส.ค. 2020 ลงทุนแมน

เลบานอน ประเทศเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
มีชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอยู่ทางทิศตะวันตก
ทิศเหนือและทิศตะวันออกถูกล้อมรอบด้วยประเทศซีเรีย ส่วนทางทิศใต้ติดกับประเทศอิสราเอล

เมื่อดูจากทำเลที่ตั้งแล้ว ก็พอจะเดาได้ไม่ยากว่า
ความขัดแย้ง และสงครามกลางเมืองจากประเทศเพื่อนบ้าน
จะต้องส่งผลกระทบมายังเศรษฐกิจของประเทศนี้ไม่มากก็น้อย

ทั้งๆ ที่เลบานอนก็ไม่ได้มีน้ำมันมากมายเหมือนประเทศอาหรับอื่นๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
แต่รู้หรือไม่ว่า ผู้คนในประเทศนี้ มี GDP ต่อหัว มากกว่าคนไทย..

แล้วเศรษฐกิจของเลบานอนตอนนี้ เป็นอย่างไร?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

ประเทศเลบานอนมีพื้นที่เพียง 10,452 ตารางกิโลเมตร ใกล้เคียงกับจังหวัดขอนแก่น
แต่มีประชากรกว่า 6.8 ล้านคน
ทำให้ความหนาแน่นของประชากรในประเทศนี้สูงถึง 650 คน ต่อตารางกิโลเมตร

ประชากรที่หนาแน่นมีส่วนมาจากความอุดมสมบูรณ์ของประเทศ
บริเวณที่เป็นประเทศเลบานอน คือหนึ่งในบริเวณที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในแถบตะวันออกกลาง
และด้วยความที่ติดชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน
ดินแดนนี้จึงมีผู้คนมาตั้งรกรากเป็นเมืองท่าค้าขายมาตั้งแต่หลายพันปีก่อน

ในแง่ประวัติศาสตร์ ดินแดนแถบนี้เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรฟินิเชีย ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการเดินเรือและการค้าขายมาตั้งแต่ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล
ก่อนจะถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมัน

พอมาถึงช่วงยุคกลาง ดินแดนนี้กลายมาเป็นที่ตั้งชุมชนชาวคริสต์ในสงครามครูเสด

หลังจากนั้น ดินแดนเลบานอนก็ถูกยึดครองโดยจักรวรรดิออตโตมัน ซึ่งเป็นจักรวรรดิของชาวมุสลิม จนเมื่อจักรวรรดิออตโตมันล่มสลายหลังแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทศผู้ชนะสงครามอย่างอังกฤษและฝรั่งเศส
จึงได้นำดินแดนทั้งหลายมาอยู่ในอาณัติของตนเอง

โดยฝรั่งเศสได้ดินแดนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาครอบครอง
ต่อมาได้แบ่งออกเป็น ซีเรียทางตอนเหนือที่แห้งแล้ง และเลบานอนทางตอนใต้ที่อุดมสมบูรณ์

ความอุดมสมบูรณ์ของเลบานอน ทำให้กรุงเบรุตเมืองหลวงกลายเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของภูมิภาค นักธุรกิจชาวเลบานอนค้าขายเก่ง ได้พัฒนาเมืองหลวงจนกลายเป็นศูนย์กลางการเงิน

เมื่อร่ำรวยก็นำเงินมาสร้างตึกรามบ้านช่องให้สวยงามตามอิทธิพลของฝรั่งเศส จนกรุงเบรุตได้รับฉายาว่า “ปารีสแห่งตะวันออกกลาง”

เมื่อได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1943

ในช่วงได้รับเอกราช เลบานอนมีสัดส่วนชาวคริสต์มากกว่าชาวมุสลิม
จึงมีข้อตกลงแห่งชาติร่วมกันว่าประธานาธิบดีจะต้องเป็นชาวคริสต์
แต่ต่อมา เมื่อชาวมุสลิมมีสัดส่วนมากขึ้น ก็เริ่มไม่พอใจ
จึงมีเหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดีหลายต่อหลายครั้ง

ปัจจุบัน เลบานอนเป็นประเทศเดียวในตะวันออกกลางที่มีชาวคริสต์เป็นสัดส่วนสูงที่สุด
คือราว 35% ของประชากร ในขณะที่ประชากรอีกราว 60% เป็นชาวมุสลิม

ความขัดแย้งทางศาสนานำมาสู่สงครามกลางเมืองเลบานอน ที่กินระยะเวลากว่า 15 ปี
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975 – ค.ศ. 1990 สร้างความเสียหายให้กับอาคารบ้านเรือนที่สวยงามของกรุงเบรุต

ในแง่เศรษฐกิจ
เลบานอนเป็นประเทศอุดมสมบูรณ์ จึงส่งออกพืชผลได้มากมาย
โดยเฉพาะพืชผลที่เติบโตในภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน
ทั้งองุ่น มะกอก ผลไม้ตระกูลส้ม และถั่ว รวมไปถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปอย่างไวน์ และน้ำมันมะกอก

แต่พืชผลทางการเกษตรก็ไม่ใช่สินค้าส่งออกที่สำคัญที่สุดของเลบานอน..

สินค้าส่งออกอันดับ 1 ของเลบานอนก็คือ อัญมณีและเครื่องประดับ คิดเป็นสัดส่วน 41%
ปี 2019 เลบานอนส่งออกสินค้าเหล่านี้คิดเป็นมูลค่ากว่า 37,000 ล้านบาท
ทั้งๆ ที่เลบานอนไม่ได้มีแหล่งแร่ธาตุ หรืออัญมณีมากมาย

ด้วยความที่กรุงเบรุตเป็นศูนย์กลางค้าขาย และศูนย์กลางการเงิน
นักธุรกิจชาวเลบานอนเป็นผู้เชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศในแอฟริกา และกลุ่มประเทศอาหรับ

การไม่มีภาษีนำเข้าสำหรับสินแร่โลหะ และอัญมณี ทำให้เลบานอนสามารถนำเข้าแร่มีค่าจากประเทศในแอฟริกาได้ในราคาถูก
บวกกับช่างฝีมือชาวเลบานอนที่เก่ง และมีค่าแรงถูกกว่าช่างฝีมือในภูมิภาคยุโรปเกือบครึ่งหนึ่ง

ทำให้กรุงเบรุตเป็นหนึ่งในศูนย์กลางค้าอัญมณีที่สำคัญ
บริษัท Tabbah บริษัทเครื่องประดับสัญชาติเลบานอน เป็นผู้นำในการออกแบบเครื่องประดับ
ที่มีลูกค้าอยู่ทั่วทุกมุมโลก

นอกจากผลผลิตทางการเกษตร และอัญมณี
ด้วยความที่เลบานอนเคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรต่างๆ ตั้งแต่ยุคโบราณ
เลบานอนจึงมีโบราณสถานในยุคสมัยต่างๆ มากมาย ทั้งโรงละครสมัยโรมัน โบสถ์คริสต์
มัสยิดสมัยออตโตมัน ทั้งที่เป็นประเทศเล็กๆ แต่มีมรดกโลกทางวัฒนธรรมมากถึง 5 แห่ง

การท่องเที่ยวจึงเป็นภาคส่วนเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยในปี 2018 มีนักท่องเที่ยวถึง 4.7 ล้านคน
สร้างรายได้กว่า 2.6 แสนล้านบาท

ทั้งที่มีประชากรไม่มาก แต่เลบานอนมีความหลากหลายทางเศรษฐกิจ
ทำให้ขนาดเศรษฐกิจของเลบานอนอยู่ที่ 1.8 ล้านล้านบาท
ชาวเลบานอนมี GDP ต่อหัว 267,000 บาท
มากกว่าคนไทยที่มี GDP ต่อหัว 237,000 บาทอยู่เล็กน้อย

แต่อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงที่เกิดสงครามกลางเมืองในซีเรีย
ทำให้เศรษฐกิจของเลบานอนเริ่มชะลอตัว โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว
โดยจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงจากจุดสูงสุดในปี 2012 ที่ 5.5 ล้านคน เกือบ 1 ล้านคน

รายได้ที่ลดลงทำให้เลบานอนขาดดุลบัญชีเดินสะพัด
รายจ่ายของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นทั้งจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
และการต้องรองรับผู้อพยพชาวซีเรียกว่า 1 ล้านคน
ทำให้หนี้สาธารณะของเลบานอนพุ่งสูงถึง 155% ของ GDP

รัฐบาลจึงต้องหารายได้เพิ่มด้วยการพยายามขึ้นภาษี ทั้งภาษีบุหรี่ ภาษีน้ำมัน และภาษีสำหรับการใช้โทรศัพท์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตจาก Social Media เช่น WhatsApp, Facebook Messenger, FaceTime

เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน จนนำมาสู่การประท้วงอย่างรุนแรงในปี 2019
สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ จน GDP ของเลบานอนในปี 2019 ติดลบกว่า 5.6%

แต่นั่นยังไม่พอ..

ปี 2020 เศรษฐกิจของเลบานอนถูกซ้ำเติมด้วยการระบาดของโควิด-19
เลบานอนมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากกว่า 5,000 คน ท่ามกลางการระบาดอย่างหนักในภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่างอิสราเอล
ทำให้การท่องเที่ยว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงัก
ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่บอบช้ำอยู่แล้วให้ย่ำแย่ลงไปอีก

นอกจากนั้นยังมีเหตุการณ์ล่าสุดที่ไม่มีใครคาดคิด..
เหตุการณ์ระเบิดครั้งใหญ่ 2 ระลอกที่ท่าเรือกรุงเบรุตในวันที่ 4 สิงหาคม
สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับกรุงเบรุต ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเลบานอน

รัฐบาลได้กำหนดให้เมืองหลวงกลายเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ
และประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเวลา 2 สัปดาห์

ไม่มีใครรู้ว่าเรื่องเลวร้ายนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่
ปี 2020 เป็นปีที่หนักหนาสำหรับทุกๆ ประเทศ
และประเทศที่สาหัสที่สุด ก็น่าจะมีประเทศนี้อยู่ในนั้น.. เลบานอน

CR:ลงทุนแมน