สื่อสหรัฐเผยผลทดลองวัคซีนของ’Moderna’ไม่ชัดเจนว่าต้านโควิด-19 ได้

20 พ.ค. 63 07:51 Infoquest

Stat News ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข่าวด้านสุขภาพของสหรัฐ รายงานโดยอ้างความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพว่า ข้อมูลของบริษัท Moderna เกี่ยวกับการทดลองทางคลินิกขั้นต้นในการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ให้กับผู้เข้าร่วมทดลอง 45 รายนั้น ไม่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญต่อการประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนดังกล่าว

Stat News รายงานความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพว่า Moderna ซึ่งเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพของสหรัฐ ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลที่เพียงพอซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินประสิทธิภาพของวัคซีน mRNA-1273 และผลการทดลองวัคซีนที่ใช้กับอาสาสมัครทั้ง 45 รายที่เข้าร่วมในการทดลอง

ทั้งนี้ ข้อมูลที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่ายังขาดไปนั้น ได้แก่

  • ข้อมูลการตอบสนองต่อวัคซีนของบรรดาอาสาสมัครทั้ง 45 ราย เนื่องจาก Moderna รายงานผลการวิเคราะห์แอนติบอดีของอาสาสมัครเพียง 8 รายเท่านั้น
  • ข้อมูลเกี่ยวกับอายุของอาสาสมัคร 8 รายที่ได้รับการวิเคราะห์แอนติบอดี ซึ่งถือเป็นคำถามที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากไวรัสโควิด-19 เป็นภัยร้ายแรงต่อผู้สูงอายุถึงขั้นเสียชีวิต
  • ความคิดเห็นเกี่ยวกับวัคซีนดังกล่าว จากสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติ (NIAID) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐ

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังมองว่า ข้อมูลของ Moderna อ้างอิงการตอบสนองต่อวัคซีนแค่ในเบื้องต้นเท่านั้น โดยไม่ได้ให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่า วัคซีนตัวนี้สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้นานเพียงใด

อย่างไรก็ดี จนถึงขณะนี้ Moderna ยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับการรายงานของ State News

รายงานของ Stat News มีขึ้น หลังจาก Moderna เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า การทดลองทางคลินิกขั้นต้นในการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ให้กับผู้เข้าร่วมทดลอง 45 คนนั้น ให้ผลการทดลองเป็นที่น่าพอใจ โดยวัคซีนดังกล่าวได้กระตุ้นให้เกิดการสร้างแอนติบอดีในผู้เข้าร่วมทดลองทั้ง 45 รายซึ่งเป็นอาสาสมัครที่มีสุขภาพแข็งแรงซึ่งมีอายุระหว่าง 18-55 ปี

Moderna เปิดเผยว่า ผู้เข้าร่วมทดลองวัคซีนดังกล่าวได้ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มได้รับวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 กลุ่มละ 25, 100 และ 250 ไมโครกรัม ซึ่งผลการทดลองบ่งชี้ว่า ระดับของแอนติบอดีในผู้เข้าร่วมการทดลองมีความคล้ายคลึงหรือมากกว่าระดับของผู้ป่วยโรคโควิด-19 ซึ่งหายจากโรคดังกล่าวแล้ว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์