อังคารที่ 5 พฤษภาคม 2563 เวลา 11.33 น. เดลินิวส์

รัฐบาลวอชิงตันมีแผนกู้เงินเกือบ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านการขายตราสารหนี้ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ท่ามกลางวิกฤติโรคระบาดโควิด-19
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 พ.ค. ว่านายสตีฟ มนูชิน รมว.กระทรวงการคลังของสหรัฐ กล่าวเมื่อวันจันทร์ ว่ารัฐบาลวอชิงตันกำลังหารือร่วมกันแกนนำของทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรส เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการจัดทำงบประมาณฉุกเฉินครั้งใหม่ เพื่อเยียวยาประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤติโรคระบาดโควิด-19
ทั้งนี้ มนูชินกล่าวว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการลดหย่อนภาษีให้กับภาคธุรกิจ เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการอุดหนุนร้านอาหารและการเดินทางท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม “ยังเร็วเกินไป” ที่จะคาดการณ์ในตอนนี้ ว่าการเดินทางระหว่างประเทศด้วยเที่ยวบินพาณิชย์จะกลับมาให้บริการได้อีกครั้งในช่วงปลายปีนี้หรือไม่
แม้สภาคองเกรสอนุมัติงบประมาณฉุกเฉินไปแล้วเกือบ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 97.17 ล้านล้านบาท ) เพื่อช่วยเหลือชาวอเมริกันท่ามกลางภาวะโรคระบาดครั้งนี้ ด้วยมาตรการที่รวมถึงการแจกเงินโดยตรงให้เป็นรายุบคคลและครัวเรือน แต่รัฐบาลท้องถิ่นหลายรัฐไม่ว่าจะอยู่ภายใต้การบริหารของพรรครีพับลิกันหรือพรรคเดโมแครต เรียกร้องรัฐบาลกลางของทรัมป์ให้เพิ่มความสนับสนุนด้านการเงินอีก
ต่อมากระทรวงการคลังของสหรัฐออกแถลงการณ์ เรื่องการเตรียมกู้เงิน 2.999 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 97.14 ล้านล้านบาท ) ในช่วงไตรมาสที่สองของปีนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะยังคงเป็นการระดมทุนผ่านการขายตราสารหนี้ให้กับภาคเอชน โดยตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าถึง 5 เท่า
อนึ่ง ข้อมูลจากกระทรวงการคลังของสหรัฐระบุการกู้เงินตลอดปีที่แล้วไว้ที่ 1.28 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 41.46 ล้านล้านบาท ) และการที่ภาระหนี้สาธารณะของสหรัฐที่ตอนนี้พอกพูนสูงเกือบ 25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว ( ราว 809.75 ล้านล้านบาท ) ทำให้มีความกังวลเช่นกันว่าในระยะยาวสหรัฐจะสามารถแบกรับภาระหนี้มหาศาลที่เพิ่มขึ้นไม่หยุดได้มากเพียงใด แต่หากแผนการกู้เงินครั้งนี้ได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จะเป็นการกู้เงินมากที่สุดของสหรัฐ นับตั้งแต่วิกฤติการเงินโลกเมื่อปลายปี 2551.
เครดิตภาพ : AP
CR: เดลินิวส์
