จีน-สหรัฐฯลงนามข้อตกลงทางการค้าระยะที่1 สำเร็จ

Dec 14, 2019( Last update Dec 14, 2019 13:30 ) VoiceTV

จีนและสหรัฐฯ ลงนามในข้อตกลงทางการค้าระยะที่ 1 ยกเลิกการเก็บภาษีสินค้ารอบใหม่ ทางด้านจีนยินยอมที่จะซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น

หวังชูเหวิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ของจีนกล่าวว่า คืนวันศุกร์ (13 ธ.ค.2562) ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ลงนามยินยอมที่จะยกเลิกภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในบางประเภท ขณะที่ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า จีนตกลงที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับการค้าและทรัพย์สินทางปัญญาจำนวนมาก รวมไปถึงเพิ่มปริมาณการนำเข้าสินค้าเกษตร พลังงาน สินค้าอุตสาหกรรมและอื่นๆ

ข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนระบุว่า จีนตกลงที่จะซื้อสินค้าและบริการจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 200,000 ล้านดอลาร์สหรัฐฯ ซึ่งคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าของสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นอีกภายใน 2 ปีข้างหน้านี้’

ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์เรียกร้องให้จีนซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ซึ่งจีนได้ตกลงที่จะเพิ่มปริมาณการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ จากเดิมที่นำเข้าเฉลี่ยปีละ 45,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 50,000 ล้านดอลลาร์

สำหรับการเก็บภาษีนั้น สหรัฐฯ จะยกเลิกภาษีสินค้าเทคโนโลยีจากจีน ทั้งโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ แลปทอป ของเล่น และเสื้อผ้า ซึ่งจากเดิมมีกำหนดบังคับใช้ในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ รวมไปถึงจะลดภาษีที่เพิ่งขึ้นไปเมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา มูลค่ารวมกว่า 120,000 ล้านดอลลาร์ ให้เหลือ 7.5 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ จะยังคงภาษีสินค้านำเข้าหมวดอื่นๆ 25 เปอร์เซ็นต์เช่นเดิม รวมมูลค่า 250 ล้านดอลลาร์

ขณะที่จีนยอมยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เช่น สัตว์ปีก อาหารทะเล สารปรุงแต่ง อาหารสัตว์ และยกเลิกการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ 25 เปอร์เซ์นต์ที่จะเริ่มเก็บในวันที่ 15 ธ.ค.นี้เช่นกัน

นอกจากนี้ ในข้อตกลงการค้าที่สหรัฐฯ และจีนลงนามร่วมกันนั้น ยังมีประเด็นเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาที่จีนจะต้องดำเนินการปราบปรามอย่างเข้มงวดมากขึ้น รวมไปถึงผ่อนผันการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีของต่างชาติในจีน โดยตกลงที่จะงดเว้นสนับสนุนการลงทุนโดยตรงที่มีเป้าหมายเพื่อถ่ายโอนเทคโนโลยีจากต่างประเทศให้เป็นไปตามนโยบายอุตสาหกรรมของจีน

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า การเจรจาทางการค้ารอบใหม่กับจีนจะมีขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในสหรัฐฯ ช่วงเดือน พ.ย.2020

ที่มา Reuters / The Guardian

CR: VoiceTV