จีนพร้อมโต้กลับ หลังทรัมป์เซ็นกฎหมายสนับสนุนฮ่องกง

พฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน 2562 เวลา 10.10 น. เดลินิวส์

รัฐบาลปักกิ่งพร้อมใช้ “มาตรการตอบโต้ที่หนักแน่น” ต่อการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ลงนามให้กฎหมาย “สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยฮ่องกง” มีผลบังคับใช้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 28 พ.ย. ว่าเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ลงนามให้กฎหมายว่าด้วย “สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยฮ่องกง” ซึ่งสภาคองเกรสมีมติท่วมท้นเมื่อวันที่ 20 พ.ย. ที่ผ่านมา มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 พ.ย. เป็นต้นไป รัฐบาลปักกิ่งมีปฏิกิริยาตอบสนองตามความคาดหมาย โดยกระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดี  มีเนื้อหาว่ารัฐบาลปักกิ่งพร้อมดำเนิน “มาตรการตอบโต้ที่หนักแน่น” ต่อท่าทีดังกล่าวของรัฐบาลวอชิงตัน ซึ่งไม่สามารถตีความเป็นอื่นใดได้ นอกเหนือจาก “เป็นเจตนาประสงค์ร้ายและน่ารังเกียจอย่างยิ่ง”

ขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวของสหรัฐยังเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้านแรง และจะส่งผลกระทบต่อพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากการที่รัฐบาลวอชิงตันสนับสนุนให้อาชญากรหัวรุนแรงสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายที่เป็นอันตรายต่อสังคม ด้านสำนักงานคณะผู้บริหารฮ่องกงออกแถลงการณ์แสดง “ความผิดหวัง” เช่นกัน และเตือนว่ากฎหมายฉบับดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีระหว่างสหรัฐกับฮ่องกง จากการที่กฎหมายของรัฐบาลวอชิงตันอ้างถึง “กฎหมายนโยบายสหรัฐ-ฮ่องกง ฉบับปี 2535” ซึ่งเป็นพื้นฐานของความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายในหลายด้านโดยเฉพาะการค้า ที่ไม่จำเป็นต้องขึ้นตรงกับแผ่นดินใหญ่ด้วย

ทั้งนี้ สภาคองเกรสในกรุงวอชิงตันผ่านกฎหมายเมื่อวันที่ 20 พ.ย. ที่ผ่านมา มีสาระสำคัญคือการที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐต้องจัดทำรายงานประเมินอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ว่าฮ่องกงยังคง “สามารถรักษาสถานะ” ของการเป็นเขตบริหารพิเศษและหนึ่งในศูนย์กลางการเงินของทวีปเอเชีย และตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการหนึ่งประเทศ สองระบบ หากไม่เป็นไปตามนั้น รัฐบาลวอชิงตันอาจใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อ “เจ้าหน้าที่คนใดก็ตาม” ของรัฐบาลปักกิ่ง ซึ่งมีพฤติกรรมแทรกแซงกิจการภายในของฮ่องกง โดยเฉพาะเรื่องสิทธิมนุษยชน และการห้ามผู้ประกอบการของสหรัฐส่งออกสินค้าทางทหารและอุปกรณ์ในการควบคุมฝูงชน ที่รวมถึงแก๊สน้ำตาและกระสุนยาง ให้แก่สำนักงานตำรวจฮ่องกง.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

CR: เดลินิวส์