จีนเรียกสหรัฐ ‘ตัวทำลายความมั่นคงโลกขนาดใหญ่ที่สุด’

อาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน 2562 เวลา 09.47 น. เดลินิวส์

นายหวัง อี้ รมว.กระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่าสหรัฐคือ “กลไกบ่อนทำลายขนาดใหญ่ที่สุด” ในขณะที่ทั้งสองประทเศยังหาจุดยืนร่วมกันไม่ได้ในเรื่องการค้า และการที่สภาคองเกรสในกรุงวอชิงตันผ่านร่างกฎหมายเกี่ยวกับฮ่องกง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองนาโงยา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 24 พ.ย. ว่านายหวัง อี้ รมว.กระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวเมื่อวันเสาร์ นอกรอบการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ “จี20” ที่เมืองนาโงยา ทางตอนกลางของญี่ปุ่น ว่าสหรัฐเป็นประเทศที่ยึดติดกับความเป็น “เอกภาคีนิยม” ที่หมายถึงการปฏิบัติทางการเมืองเพียงลำพัง และการกีดกันทางการค้า ถอยห่างจากการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับประชาคมโลก ซึ่งถือเป็น “กลไกบ่อนทำลายขนาดใหญ่ที่สุด” และเป็นการสร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้กับกลไกการเมืองและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือแบบพหุภาคี

ขณะเดียวกัน รัฐบาลวอชิงตันยังใช้กลยุทธ์ดังกล่าวเพื่อกดดันและทำลายภาคธุรกิจของจีน ที่เป็นการตั้งข้อหาโดยปราศจากหลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่ต่างอะไรกับพฤติกรรม “อันธพาลคอยหาเรื่อง” นอกจากนี้ บรรดานักการเมืองของสหรัฐ “บางคน” ยังคงเดินสายพูดจากล่าวหารัฐบาลปักกิ่งด้วยสมมติฐานที่เลื่อนลอย และยังออกกฎหมายตามอำเภอใจเพื่อแทรกแซงกิจการภายในของจีนอย่างโจ่งแจ้ง โดยเฉพาะการทำลายหลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ซึ่งเป็นพื้นฐานการปกครองเพื่อสร้างเสถียรภาพและความรุ่งเรืองให้กับฮ่องกง

ในอีกด้านหนึ่ง นายโรเบิร์ต โอไบรอัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติประจำทำเนียบขาว กล่าวว่ารัฐบาลวอชิงตันยังคงมองเห็นความเป็นไปได้ที่จะบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรกกับจีนภายในสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ตาม สหรัฐ “จะไม่นิ่งเฉย” ต่อสถานการณ์ในฮ่องกง ทะเลจีนใต้ และเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ตลอดจนที่ใดก็ตามบนโลก ซึ่งรัฐบาลวอชิงตัน “มีความวิตกกังวล” ต่อพฤติกรรมของรัฐบาลปักกิ่ง

อนึ่ง โอไบรอันกล่าวว่าตัวเขายังไม่มีโอกาสสนทนากับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับร่างกฎหมายฮ่องกงที่สภาคองเกรสส่งมาให้เมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งร่างกฎหมายจะมีผลบังคับใช้โดยอัตโนมัติในวันที่ 3 ธ.ค. นี้ หากผู้นำสหรัฐเลือกที่จะปล่อยผ่าน แต่หากใช้สิทธิ์วีโต้ก็ยังคงมีโอกาสสูงที่สภาคองเกรสจะลงมติคว่ำอำอนาจวีโต้ของผู้นำสหรัฐด้วยเสียงสนับสนุนเกิน 2 ใน 3 ในทั้งสองสภา.

เครดิตภาพ : REUTERS

CR: เดลินิวส์