ผู้ชนะสงครามการค้า ที่ชื่อเวียดนาม

22 พ.ย. 62 ลงทุนแมน

สงครามการค้าทำให้เศรษฐกิจโลกปั่นป่วน เนื่องจากการเผชิญหน้ากันระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก 2 อันดับแรก

เรื่องนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลกระทบไปยังเศรษฐกิจหลายประเทศ
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสงครามดังกล่าว เวียดนามกำลังได้รับผลประโยชน์อย่างมาก จนตอนนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้ชนะจากสงครามครั้งนี้

เมื่อสหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนบริษัทหลายแห่งที่มีฐานการผลิตในจีน จำเป็นต้องมองหาฐานการผลิตใหม่ที่สามารถลดผลกระทบจากภาษีดังกล่าว

ซึ่งเวียดนามคือหนึ่งในประเทศที่หลายบริษัทได้ย้ายฐานการผลิตเข้าไปแล้วทำไมจึงเป็นเวียดนาม?

หลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลเวียดนามพยายามผลักดันและสร้างบรรยากาศ รวมทั้งสภาพแวดล้อมการดำเนินธุรกิจ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาเวียดนามมากยิ่งขึ้น

ทั้งการใช้นโยบายการเงินเพื่อควบคุมเงินเฟ้อไม่ให้สูงมากการปรับปรุงนโยบายภาษีสำหรับบางอุตสาหกรรมพร้อมทั้งลงทุนโครงสร้างระบบสาธารณูปโภคต่างๆ

เมื่อมีบริษัทต่างชาติเริ่มเข้ามาลงทุนมาก ก็ทำให้เกิดการลงทุน การจ้างงานในประเทศ

ซึ่งนี่คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของเวียดนามนั้นเติบโตอย่างโดดเด่นหลายปีที่ผ่านมา
โดยเฉพาะในปี 2018 ที่เศรษฐกิจนั้นเติบโตกว่า 7.1% สูงสุดในรอบ 10 ปี

อีกหนึ่งจุดแข็งของเวียดนามคือ การมีจำนวนแรงงานที่สูงกว่า 56 ล้านคน โดย 2 ใน 3 นั้นเป็นแรงงานที่อยู่ในช่วงหนุ่มสาวซึ่งมีอายุต่ำกว่า 35 ปี

และสงครามการค้า เป็นตัวกระตุ้นให้หลายบริษัทจำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตมายังเวียดนามเร็วยิ่งขึ้น

Alphabet
บริษัทแม่ของ Google มีการย้ายฐานการผลิตสมาร์ตโฟน Pixel จากจีนมายังเวียดนาม

Nintendo
ผู้ผลิตเครื่องเล่นเกม และเกม ย้ายฐานการผลิตไปเวียดนาม

Samsung
ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของโลก ประกาศปิดโรงงานสมาร์ตโฟนในจีน ก่อนที่จะย้ายฐานการผลิตบางส่วนมายังเวียดนาม

ซึ่งปัจจุบันนั้น เวียดนามเป็นฐานผลิตสมาร์ตโฟนของ Samsung กว่า 60% อีกด้วย

ยังไม่รวมถึงผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่อย่าง Sharp ที่กำลังพิจารณาย้ายฐานการผลิตโน้ตบุ๊กไปยังเวียดนามเช่นกัน

ลองมาดูสถิติด้านเศรษฐกิจของเวียดนามในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2019 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว จำนวนบริษัทที่ขอจดทะเบียนใหม่เพื่อทำธุรกิจในเวียดนามเพิ่มขึ้นเท่ากับ 2,406 แห่ง คิดเป็น 25% มูลค่าเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) สูงถึง 359,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 7%

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว แต่เวียดนามเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่การส่งออกยังเติบโตอย่างโดดเด่น โดยการส่งออกของประเทศอยู่ที่ 5.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 8% โดยเฉพาะในเดือนสิงหาคมนั้น การส่งออกของเวียดนามสูงสุดเป็นประวัติการณ์เลยทีเดียว หลายคนคงไม่รู้ว่าตอนนี้มูลค่าการส่งออกของเวียดนามมากกว่าประเทศไทยไปเรียบร้อยแล้ว

พอเรื่องเป็นแบบนี้ จึงไม่แปลกที่ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2018 ซึ่งเป็นช่วงที่สงครามการค้าเริ่มต้นจนถึงไตรมาส 3 ปี 2019 GDP ของเวียดนามนั้นเติบโตเฉลี่ยกว่า 7%

เรื่องนี้ทำให้หลายฝ่ายคาดว่าทั้งปี 2019 เศรษฐกิจเวียดนามจะโตเกือบ 7% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก และสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียนที่การเติบโตของ GDP เฉลี่ยอยู่ที่ 4.5%

ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ ในอดีต เวียดนามเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
โดยประชากรเคยมีรายได้ต่อหัวต่อปีต่ำกว่า 3,000 บาท

อย่างไรก็ตาม หลังปี ค.ศ. 1986 ที่เวียดนามมีการปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ปัญหาความยากจนก็ค่อยๆ ลดลง

ปัจจุบัน รายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนเวียดนามต่อปีเท่ากับ 77,400 บาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวภายในระยะเวลา 10 ปี

CR: ลงทุนแมน