‘ศูนย์ข้อมูลจีน’ ปล่อยคาร์บอนฯ เท่ากับรถ 21 ล้านคัน

Sep 11, 2019( Last update Sep 11, 2019 14:17 ) VoiceTV

กรีนพีซเผย ‘ศูนย์ข้อมูล’ ในจีน ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ราว 99 ล้านตัน ในปี 2561 เท่ากับรถบนท้องถนน 21 ล้านคัน

ข้อมูลจากกรีนพีซและมหาวิทยาลัยพลังงานไฟฟ้าในจีนตอนเหนือรายงานว่า ศูนย์ข้อมูลของจีน ซึ่งทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น อีเมล รูป และวิดีโอ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ราว 99 ล้านตัน ในปี 2561 เท่ากับรถบนท้องถนน 21 ล้านคัน

นอกจากนี้ ศูนย์ฯ เหล่านี้ยังใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมาก โดยตัวเลขปีล่าสุดอยู่ที่ร้อยละ 2 ของการใช้พลังงานไฟฟ้ารวมทั้งประเทศจีน

แม้ว่ารัฐบาลจีนจะให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาดมาทดแทนพลังงานฟอสซิล และเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าเรื่องพลังงานจากแสงอาทิตย์เป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ศูนย์ข้อมูลส่วนใหญ่ของจีนกลับไม่ได้ใช้พลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนเหล่านี้

‘เย่ รุยฉี’ ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศของกรีนพีซ กล่าวว่า เกือบ 3 ใน 4 ขอศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ยังคงใช้พลังงานจากถ่านหิน เนื่องจากที่ตั้งของศูนย์ฯ เหล่านี้อยู่ทางฝั่งตะวันออก ขณะที่ศูนย์พลังงานสะอาดอยู่ทางฝั่งตะวันตกของประเทศ

จากการสำรวจพบว่า จากทั้งหมด 44 ศูนย์ข้อมูล มีเพียง 5 ศูนย์เท่านั้น ที่เลือกใช้พลังงานสะอาด โดยศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ตั้งขึ้นเพื่อรองรับการใช้บริการของบริษัทใหญ่อย่าง อาลีบาบา และ เท็นเซ็นต์ 

ตัวเลือกพลังงานลมและแสงอาทิตย์

รายงานดังกล่าวคาดการณ์ว่า ศูนย์ข้อมูลเหล่านี้จะใช้พลังงานเพิ่มขึ้นถึง 2 ใน 3 ภายในปี 2566 และตัวเลขก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 99 ล้านตัน อาจเพิ่มสูงขึ้นเป็น 163 ล้านตัน เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถยนต์ทั้งหมด 35 ล้านคัน

ด้วยเหตุนี้ ประเทศจีนจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแหล่งที่มาของพลังงาน ซึ่งปัจจุบัน ศูนย์ข้อมูลเหล่านี้พึ่งพิงพลังงานจากถ่านหินร้อยละ 73 พลังงานหมุนเวียนร้อยลละ 23 และพลังงานนิวเคลียร์ร้อยละ 4 หากรัฐบาลสามารถผลักดันให้สัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มเป็นร้อยละ 30 ภายในปี 2566 จะทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง 16 ล้านตัน เทียบเท่ากับการบินข้ามมหาสุทรแอตแลนติกถึง 10 ล้านครั้ง

ในปี 2558 รัฐบาลจีนได้ออกนโยบายสนับสนุนให้ศูนย์ข้อมูลเหล่านี้หันมาใช้พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่อาลีบาบาเปิดตัวศูนย์ข้อมูลที่ใช้พลังงานไฟฟ้าและพลังงานน้ำ ณ บริเวณเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียงของจีน

อ้างอิง; CNN, TT

CR: VoiceTV