การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมการขนส่งเชื้อเพลิงกับความต้องการพลังงานในเอเปก

สิงคโปร์, 7 มิถุนายน 2019     

ที่มาของภาพ : https://www.cmu.edu/energy/research-innovation/index.html

          การหารือระหว่างสมาชิกเอเปกทั้ง 21 เขตเศรษฐกิจ ในการประชุมเอเปก ประเด็นความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นกว่า 21% ในอีก 30 ปีข้างหน้า อันเป็นผลมาจากประชากรโลกที่เพิ่มมากขึ้นและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอุตสาหกรรมการผลิตพลังงานถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ของโลก แต่การขนส่งพลังงานกลับไม่มีการพัฒนาให้มีศักยภาพ ก่อให้เกิดปัญหาวิกฤตพลังงานที่ประเทศต้นทางผลิตได้ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน อันเนื่องมาจากปัญหาการขนส่งพลังงาน โดย ดร.จุง ชวน เชิน หัวหน้ากลุ่มคณะทำงานด้านพลังงานของเอเปกกล่าวว่า “ความต้องการพลังงานในภาคการขนส่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 30% ส่วนหนึ่งเนื่องจากรายได้ของประเทศปลายทางที่เพิ่มมากขึ้น” และมีการคาดการณ์ว่าเชื้อเพลิง ฟอสซิล ยังคงเป็นพลังงานหลักของโลกต่อไปอีก 30 ปี โดยมีสัดส่วนการใช้งานมากกว่า 60% ของพลังงานประเภทอื่น อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีการขุดเจาะที่ทันสมัยมากขึ้น จะทำให้ต้นทุนการผลิตก๊าซธรรมชาติลดต่ำลงและจะกลายเป็นพลังงานหลักแทนถ่านหินในปัจจุบัน

          ทั้งนี้ การผลิตและการขนส่งพลังงานที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศมากกว่า 8.5 กิกะตันในปี 2050 ซึ่งสอดคล้องกับความตกลงปารีส 2015 ที่ระบุถึงการปล่อยก๊าซสู่ชั้นบรรยากาศโลก

          ปัจจุบันเอเปกต้องการพลังงานไฟฟ้าราว 3,200 กิกะวัตต์ และเพื่อรองรับกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นนี้ พลังงานทดแทนจึงถูกนำมาใช้เป็นมาตรการเร่งด่วนใน 12 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ที่มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ แสงอาทิตย์ พลังงานลม เพื่อเพิ่มปริมาณไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการในประเทศ ขณะที่การใช้พลังงานเพื่อการขนส่ง คาดว่าจากสถานการณ์การใช้รถยนต์พลังไฟฟ้ามากขึ้น ทำให้เชื้อเพลิงประเภทน้ำมันจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดความสำคัญลง โดยเฉพาะประเทศจีนที่มีการเติบโตของพาหนะไฟฟ้ากว่า 17% ต่อปี

          สำหรับภาคการผลิต มีการใช้ฉลากประหยัดไฟในผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมตามฉลากประหยัดไฟที่ระบุบนผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานสูง เช่น เครื่องปรับอากาศ ซึ่งมาตรการส่งเสริมการการประหยัดพลังงานนี้ คาดว่าจะช่วยลดการใช้พลังงานลง 35% ภายในปี 2035 นอกจากที่กล่าวไปข้างต้น เอเปกได้จัดทำมาตรการรองรับสถานการณ์พลังงานในอนาคตด้วยการจัดทำแผนระดับภูมิภาคว่าด้วยการผลิต การใช้ และการอนุรักษ์พลังงานอย่างยั่งยืนอีกด้วย

ที่มา : APEC Secretariat สำนักงานเลขาธิการเอเปก

บทความภาษาไทยโดย สถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์