เปิดถ้อยแถลงรัฐมนตรีการค้าเอเปค 2023

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2566 – 18:08 น./ประชาชาติธุรกิจ

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2566 นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถ้อยแถลงของไทยสำหรับการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC Ministerial Meetine : AMM) ประจำปี ค.ศ. 2023 ในวาระที่ 2 การสร้างภูมิภาคที่ยืดหยุ่นและเชื่อมโยง (Interconnected) ที่ส่งเสริมความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจว่า ไทยขอขอบคุณสหรัฐอเมริกา เจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคปี 2023 ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นแก่ผู้แทนไทย

ประเด็นสนทนาในวาระที่ 2 ไทยขอแจ้งเป็นรายประเด็นดังนี้ ประเด็นที่ 1 ไทยยืนยันสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีที่ยึดถือกฎเกณฑ์ ซึ่งมีองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นศูนย์กลาง โดยมีหลักการในการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าและการลงทุนที่เป็นธรรม เปิดกว้าง ไม่เลือกปฏิบัติ และคาดการณ์ได้

ทั้งนี้ เอเปคมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการทำงานตามหลักการข้างต้นมาโดยตลอดหลังจากที่ WTO ประสบความสำเร็จในการจัดทำความตกลง TFA ในคราวการประชุมรัฐมนตรี WTO (MC) ครั้งที่ 10 เมื่อปี 2013 สมาชิก WTO ก็สามารถบรรลุผลสัมฤทธิ์ที่สำคัญได้อีกครั้งในการประชุม MC ครั้งที่ 12 เมื่อปี 2022 ได้แก่

1) การจัดทำความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง ซึ่งได้กำหนดกฎเกณฑ์ทางการค้าที่มุ่งเป้าไปเพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม

2) การค้ากับการพัฒนา อาทิ การสนับสนุนให้เขตเศรษฐกิจขนาดเล็กตอบสนองต่อประเด็นทางการค้าอย่างทันท่วงที ซึ่งเป็นสารตั้งต้นสำหรับการประชุม MC ในปีหน้า และ

3) การจัดทำข้อริเริ่มเรื่องความมั่นคงทางอาหารและสุขภาวะที่ตอบสนองต่อภาวการณ์ของโลกที่ต้องเผชิญกับการขาดแคลนอาหารและเตรียมพร้อมรับมือกับโรคระบาดในอนาคต

ผลสัมฤทธิ์ดังกล่าวเกิดจากสมาชิก WTO ทั้งหมดตระหนักถึงความท้าทายต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ เช่น การค้ากับสิ่งแวดล้อม การค้ากับภูมิรัฐศาสตร์โลกความมั่นคงทางอาหารกับพลังงาน การค้ากับการพัฒนา ความพยายามของ WTO ที่จะส่งเสริมบทบาท LDC กับเขตเศรษฐกิจขนาดเล็กให้เข้าสู่ระบบการค้าโลก

ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สมาชิก WTO ต้องการเห็นความสำเร็จของการประชุม MC และร่วมกันผลักดันจนปรากฏผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในที่สุด

สำหรับประเด็นที่ 2 ในการปฏิรูปการค้าและการลงทุนอย่างยั่งยืน ไทยขอชื่นชมบทบาทนำของสหรัฐอเมริกาที่ผลักดันนโยบายการค้าอันเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และนโยบายการค้าที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบการสตรี ผู้ประกอบการรายเล็กและกลุ่มที่ไม่มี
ศักยภาพทางเศรษฐกิจ และยังเป็นการสานต่อการดำเนินงานตามเป้าหมายกรุงเทพฯว่าด้วยเศรษฐกิจบีซีจีอีกด้วย

นายนภินทรยังได้ย้ำว่า ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลไทยปัจจุบัน ไทยให้ความสำคัญกับเรื่องความครอบคลุมและการค้าอย่างยั่งยืนเพื่อขับเคลื่อนนโยบายการค้าการลงทุนด้วย

โดยมีนโยบายและโครงการสำคัญ ได้แก่

1) การสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ทางการแข่งขันให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงสตรี

2) การแก้ไขปัญหาเชิงรุกโดยสร้างความรู้และนวัตกรรมในการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและทำให้เกษตรกรมีรายได้

3) การลงทุนร่วมกันระหว่างรัฐบาลและเอกชน เพื่อพัฒนา Start-up ที่มีศักยภาพให้แข่งขันได้ในระดับโลก

4) การสร้างระบบนิเวศในการยกระดับผู้ให้บริการโลจิสติกส์เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และ

5) การเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายเล็กสามารถดำเนินธุรกิจที่สอดรับกับกฎกติกาใหม่ ๆ เช่น CarbonCredit หรือ BCG และ SDGs เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตและสร้างสินค้าแบรนด์ไทยที่สอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืน

สุดท้ายนี้ ไทยเชื่อมั่นว่า การขับเคลื่อนวาระความยั่งยืนและความครอบคลุมจะยังคงเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของเอเปค อันจะนำไปสู่ภูมิภาคที่เจริญเติบโตอย่างเข้มแข็ง สมดุล มั่นคง ยั่งยืนและครอบคลุมต่อไป

Cr : ประชาชาติธุรกิจ