ระบบชำระเงินอาเซียน ตัวเร่งสร้างเอกภาพเศรษฐกิจ

01 ส.ค. 2566 เวลา 7:18 น./กรุงเทพธุรกิจ

สำนักข่าวซีเอ็นบีซี  รายงานว่า การใช้ระบบชำระเงินข้ามพรมแดนระดับภูมิภาคเมื่อไม่นานมานี้ของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนจะช่วยเสริมสร้างความเป็นเอกภาพทางการเงินในกลุ่มผู้เข้าร่วม ทำให้อาเซียนเข้าใกล้เป้าหมายการสร้างความเป็นปึกแผ่นทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันประชาชนสามารถใช้ระบบชำระเงินข้ามพรมแดนของอาเซียนได้แล้วในอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และสิงคโปร์ ส่วนฟิลิปปินส์มีแนวโน้มที่จะเข้าร่วมเร็ว ๆ นี้ โดยระบบดังกล่าวอนุญาตให้ประชาชนในภูมิภาคชำระเงินค่าสินค้าและบริการด้วยสกุลเงินท้องถิ่นผ่านการใช้ QR Code

รายงานระบุว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังกลุ่ม 5 ประเทศอาเซียนได้ลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ขณะที่ในการประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อเดือนพ.ค. เหล่าผู้นำได้เน้นย้ำพันธสัญญาที่มีต่อโครงการดังกล่าว โดยให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำงานตามแผนการที่วางเอาไว้ เพื่อขยายการเชื่อมโยงด้านการชำระเงินระดับภูมิภาคให้ครอบคลุมกับสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ

แผนการดังกล่าวตั้งเป้าที่จะส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการชำระเงินเพื่อการค้าข้ามพรมแดน การลงทุน การส่งเงินกลับประเทศ และกิจกรรมเศรษฐกิจอื่น ๆ โดยมีเป้าหมายที่จะดำเนินระบบนิเวศทางการเงินแบบครอบคลุมทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กลุ่มนักวิเคราะห์ระบุว่า กลุ่มอุตสาหกรรมค้าปลีกจะได้รับประโยชน์มากเป็นพิเศษ เนื่องจากคาดการณ์ว่าจะมีการใช้จ่ายผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้นจากการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งขึ้น

ระบบชำระเงินข้ามพรมแดนในอาเซียนถือเป็นปัจจัยสำคัญในการลดการพึ่งพาสกุลเงินอื่น ๆ นอกอาเซียนในการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน เช่น ดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจ โดยดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้สกุลเงินต่าง ๆ ของอาเซียนอ่อนค่าลง ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจในอาเซียน เนื่องจากประเทศสมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่เป็นผู้นำเข้าพลังงานและอาหารสุทธิ

“ระบบชำระเงินข้ามพรมแดนในอาเซียนจะทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ดอลลาร์สหรัฐและหยวนจีน” นิโก ฮัน นักวิเคราะห์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของบริษัทดิโพลแมต ริสก์ อินเทลลิเจนซ์ ซึ่งเป็นแผนกที่ปรึกษาและวิเคราะห์เหตุการณ์ปัจจุบันของนิตยสารเดอะ ดิโพลแมต กล่าว

ฮัน กล่าวต่อว่า การใช้ระบบชำระเงินดิจิทัลข้ามพรมแดนจะส่งเสริมเรื่องภูมิภาคนิยมและความเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในการรับมือกับเหตุการณ์ในต่างประเทศ โดยความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มมหาอำนาจโลก

ด้าน‘จิมมี โคห์’ กรรมการผู้จัดการฝ่ายการติดต่อสื่อสารเชิงกลยุทธ์ของกลุ่มและแบรนด์จากธนาคารยูโอบี (ยูโอบี) ระบุว่า ภูมิภาคอาเซียนมีแนวโน้มที่จะมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกภายในปี 2573

ทั้งนี้ โคห์ กล่าวว่า ไม่มีภูมิภาคอื่นใดในโลกที่จะเสนอศักยภาพให้กับธุรกิจได้มากเท่ากับอาเซียนอีกแล้ว ด้วยพลวัตและความหลากหลายทางเศรษฐกิจ รวมถึงประชากรจำนวนมากที่เกือบ 690 ล้านคน อาเซียน มีส่วนในการขับเคลื่อนการเติบโตในทุกภาคส่วนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยไม่คำนึงถึงขนาด

ยูโอบีคาดการณ์ว่าอาเซียนจะบรรลุเป้าหมายการเติบโตของจีดีพีที่แท้จริงที่กว่า 4.8% ในปี 2567 ขณะที่มีเพียงไม่กี่เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างสูงในช่วงหลายปีข้างหน้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเป็นไปได้ในการก้าวสู่การเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 4 ของโลกภายในปี 2573

ปัจจุบัน  อาเซียนพยายามเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ รวมถึงการใช้ระบบชำระเงินข้ามพรมแดนระดับภูมิภาค ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเป็นเอกภาพทางการเงินในกลุ่มผู้เข้าร่วม ทำให้อาเซียนเข้าใกล้เป้าหมายการสร้างความเป็นปึกแผ่นทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น

ระบบชำระเงินข้ามพรมแดนในอาเซียนถือเป็นปัจจัยสำคัญในการลดการพึ่งพาสกุลเงินอื่น ๆ นอกอาเซียนในการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน เช่น ดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจ 

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้สกุลเงินต่าง ๆ ของอาเซียนอ่อนค่าลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในอาเซียน เนื่องจากประเทศสมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่เป็นผู้นำเข้าพลังงานและอาหารสุทธิ

Cr : กรุงเทพธุรกิจ