สหรัฐฯ ส่อไม่ปลื้ม! บิ๊กอียูคล้อยตาม ปธน.ฝรั่งเศส หลังแนะอย่าเป็นบริวารของทั้งอเมริกาและจีน

19 เม.ย. 2566 06:22   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหภาพยุโรป(อียู)ในวันอังคาร(18เม.ย.) เรียกร้องใช้แนวทางปฏิบัติร่วมกันหนทางใหม่ที่มีต่อจีน ตามหลังประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส แสดงความคิดเห็นอันเป็นที่ถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นไต้หวันเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามสำนักข่าวซีเอ็นบีซีของอเมริกา ระบุว่ายุทธศาสตร์ใหม่ดังกล่าวมีความเป็นไปได้ว่าอาจไม่เป็นที่พึงพอใจเท่าไหร่สำหรับอเมริกา

จนถึงตอนนี้รัฐบาลของไบเดน ใช้สุ้มเสียงวิพากษ์วิจารณ์ปักกิ่งอย่างรุนแรงและเดินหน้ามาตรการต่างๆเพื่อสกัดอิทธิพลของจีน ในนั้นรวมถึงกำหนดข้อจำกัดด้านการส่งออกเทคโนโลยีบางอย่าง พร้อมกับกดดันให้บรรดาชาติยุโรปดำเนินการแบบเดียวกัน

ปัจจุบันเหล่าประเทศยุโรปมีมุมมองที่ต่างกันเกี่ยวกับแนวทางจัดการกับปักกิ่ง โดยบางชาติอยากมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ เนื่องจากบทบาทสำคัญของอเมริกาในด้านความมั่นคงและป้องกันตนเอง แต่ก็มีหลายประเทศที่หวั่นเกรงต้องกลายเป็นศัตรูของจีนและผลักความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แนบแน่นตกอยู่ในความเสี่ยง ผลก็คือยุโรปจึงมีแนวทางที่แตกต่างกันในเรื่องเกี่ยวกับปักกิ่ง

เออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวระหว่างปราศรัยในวันอังคาร(18เม.ย.) “ดิฉันเชื่อว่าเราสามารถ และเราต้อง ตกแต่งแนวทางที่แตกกันของยุโรปของเราให้เข้ากัน และยังเหลือที่ว่างสำหรับความร่วมมือระหว่างเรากับพันธมิตรอื่นๆเช่นกัน”

เธอเน้นย้ำว่าในความสัมพันธ์กับจีน “เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับเรา ที่ต้องไม่จำกัดวงยุทธศาสตร์และหลักการยุโรปของเราเอง”

จีน คือแหล่งนำเข้ารายใหญ่ที่สุดของอียูและเป็นผู้ซื้อสินค้าอียู รายใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ในปี 2022 อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป(Eurostat) ตอกย้ำถึงความสำคัญทางเศรษฐกิจของปักกิ่งที่มีต่อยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่การเติบโตทางเศรษฐกิจในอียูอยู่ในภาวะอ่อนแอ ท่ามกลางวิกฤตสงครามในยูเครน

บรรดาผู้นำยุโรปยังพยายามหล่อหลอมความสัมพันธ์ใกล้ชิดยิ่งขึ้นกับจีน เพื่อที่ว่าฝ่ายหลังจะยับยั้งชั่งใจจากการให้การสนับสนุนรัสเซียทำสงครามกับยูเครน หลังจากก่อนหน้านี้ข่าวกรองของสหรัฐฯบ่งชี้วาจีนกำลังพิจารณาส่งมอบอาวุธและกระสุนอื่นๆไปให้รัสเซีย

นอกจากนี้แล้วยังมีประเด็นเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน ซึ่งบรรดาผู้นำยุโรปหลายคนพยายามหาทางพูดคุยกับจีน ในความพยายามผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปเป็นร่าง ในความพยายามลดมลพิษก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)

“ประเด็นที่ดิฉันพูดถึงปักกิ่ง ก็คือ เราไม่ต้องการตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวิทยาศาสตร์” ฟอน เดอร์ เลเยน กล่าวกับรัฐสภายุโรปในเมืองสตารส์บูร์ก ประเทศฝรั่งเศส “แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องสร้างสมดุลในความสัมพันธ์ของเรา บนพื้นฐานของความโปร่งใส คาดการณ์ได้ และแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน” เธอเน้น พร้อมระบุ “แก่นกลางของยุทธศาสตร์จีนของเราในอนาคต จำเป็นต้องลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ”

ความเห็นนี้สวนทางโดยสิ้นเชิงกับมุมมองของอเมริกา ด้วยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯการตัดขาดจากจีนโดยสิ้นเชิง หรือที่เรียกว่า การแยกตัวของห่วงโซ่อุปทาน (Decoupling) คือหนทางที่ดีที่สุด สำหรับยุโรป มีความตั้งใจเพียงลดพึ่งพิงและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่างๆ มากกว่าที่จะหลุดพ้นจากจีนโดยสมบูรณ์

หลังเดินทางกลับจากเยือนจีนเมื่อช่วงต้นเดือน มาครง กล่าวว่าอียูจำเป็นต้องมีนโยบายของตนเองในเรื่องไต้หวัน และหลีกเลี่ยงเดินตามวาระของสหรัฐฯในประเด็นดังกล่าว ต่อมาเขากล่าวเสริมว่าการเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นบริวาร ความเคลื่อนไหวที่กระชับแนวคิดนโยบายยุโรปที่เป็นอิสระ

นอกเหนือจากสหรัฐฯแล้ว ความคิดเห็นของเขายังได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากเยอรมนีและชาติอื่นๆในยุโรปเช่นกัน

(ที่มา:ซีเอ็นบีซี)

Cr : ผู้จัดการออนไลน์