เวียดนามเสริมอำนาจทางเศรษฐกิจด้วยการส่งออกผลไม้

18 กันยายน 2022 THAI PUBLICA


ผลไม้ส่วนหนึ่งที่ปลูกในเวียดนามประสบความสำเร็จในการเข้าสู่ตลาดที่มีมูลค่าสูงและมีความท้าทาย และเวียดนามเองกำลังเสริมอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องผ่านการส่งออกผลไม้

ในราวครึ่งศตวรรษก่อน ครอบครัวชาวเวียดนามเผชิญกับความอดอยากและภาวะทุพโภชนาการที่เลวร้าย และได้แต่ฝันว่าจะมีอาหารเพียงพออีกทั้งอาจคาดไม่ถึงว่า ชาวเวียดนามจะสามารถจัดหาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ รสชาติอร่อย และปลอดภัยสำหรับตัวเองได้อย่างเพียงพอ

เวียดนามมีรายได้เกือบ 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯจากการส่งออกผักและผลไม้ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2565

จีนเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ที่สุดของเวียดนามมาหลายปี แม้การขนส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้านทางตอนเหนือเมื่อเร็วๆ นี้ ลดลง เป็นผลมาจากกฎระเบียบที่เข้มงวดในการนำเข้าอาหาร แต่ผักและผลไม้ของเวียดนามมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดหลักอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐเกาหลี ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย

ผู้ส่งออกหลายรายหันไปมองตลาดยุโรป ที่ผลิตภัณฑ์มีอัตราภาษีเป็นศูนย์ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปและเวียดนาม (EVFTA) และตลาดเหล่านี้กำลังมีความต้องการผักและผลไม้เมืองร้อนเพิ่มขึ้น

ข้อมูลจากกรมศุลกากรแสดงให้เห็นว่า มูลค่าการส่งออกผักและผลไม้ของเวียดนามไปยังยุโรปในปี 2564 มีมูลค่า 303 ล้านเหรียญสหรัฐฯเพิ่มขึ้น 17.4% เมื่อเทียบเป็นรายปี

ที่มาภาพ: https://en.vietnamplus.vn/vietnams-quest-to-turn-fruit-export-potential-into-power/237302.vnp

นอกจากนี้ยังมีการเจรจาเพื่อให้ผลไม้สดอื่นๆ เข้าสู่ตลาดใหม่ และเพื่อคว้าโอกาสนี้ หลายพื้นที่กำลังเตรียมพื้นที่ปลูกผลไม้มากขึ้น

จังหวัดเตี่ยนซาง ในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงซึ่งเป็นจังหวัดที่ปลูกผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม กำลังเตรียมขยายพื้นที่เพาะปลูกเพื่อช่วยเพิ่มรายได้และการส่งออกของเกษตรกร ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จังหวัดเตี่ยนซาง ได้เปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวที่ไม่ได้ผลผลิตและทุ่งนาอื่นๆ ให้เป็นสวนผลไม้ที่มีมูลค่าสูง ซึ่งสามารถทนทานกับน้ำเค็มในแม่น้ำและความแห้งแล้งได้

ในขณะเดียวกัน จังหวัดซา ลาย ในที่ราบสูงตอนกลาง ได้ทำให้เสาวรสเป็น 1 ใน 4 ผลไม้หลักของจังหวัด และมีแผนจะเพิ่มพื้นที่สวนเสาวรสเป็น 20,000 เฮกตาร์ภายในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้น 5 เท่าจากพื้นที่ปัจจุบัน

เพื่อให้ส่งออกผลไม้ได้อย่างต่อเนื่อง และเจาะตลาดแบบดั้งเดิมหรือตลาดระดับไฮเอนด์ได้ การผลิตที่ปลอดภัยจะเป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งจะขยายจุดแข็งทางการเกษตรของประเทศ และตอกย้ำฐานะผู้ส่งออกผลไม้สดรายใหญ่รายหนึ่งของโลก

ในปี 2564 หลังจากตรวจพบสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างเกินระดับที่อนุญาตในทุเรียนเวียดนามหลายชุด ญี่ปุ่นเพิ่มการตรวจสอบทุเรียนที่นำเข้าจากเวียดนาม ซึ่งทำให้ผลไม้เข้าตลาดญี่ปุ่นได้ยากขึ้น

ตลาดที่มีความต้องการอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรป ยืนยันว่าต้องปฏิบัติตามมาตรฐานภาคเอกชนสำหรับการผลิตสินค้าเกษตรของกลุ่มผู้ค้าปลีกในยุโรปหรือ Global Good Agricultural Practice (GAP) และเกณฑ์สารเคมีตกค้างที่เข้มงวดสำหรับทุเรียนเวียดนาม ทุเรียนที่ไม่ผ่านครบทุกด้านอาจเสี่ยงที่จะถูกตีกลับ ซึ่งอาจทำให้เกษตรกรและผู้ส่งออกผลไม้เสียหายอย่างมาก และยังมีผลต่อทั้งเศรษฐกิจและชื่อเสียงของเวียดนาม

Cr. THAI PUBLICA