ธปท. คาดศก.ไทยฟื้นเร็วสุด Q1/66 เชื่อโควิดทิ้งรอยแผลให้ธุรกิจ

28 มิ.ย. 64 10:38 น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

   ธปท. มองศก.ไทยฟื้นเร็วสุด Q1/66 เผยโควิด-19 ทิ้งแผลใหญ่ให้ธุรกิจไทยโดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว  ชี้การออกมาตรการต่อเนื่องยังมีความจำเป็น พร้อมแนะ 3 ภาคส่วนร่วมรับมือการเปลี่ยนแปลง 3 ด้าน รองรับโลกใหม่หลังโควิดคลี่คลาย

   นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานเสวนา ฟ้าหลังฝน มิติใหม่ท่องเที่ยวไทยว่า ธปท.คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังต้องใช้เวลา ซึ่งอาจต้องรอถึงไตรมาส 1/66 กว่าจะกลับมาสู่ก่อนระดับโควิด เป็นผลจากจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่มีการติดเชื้อจากคนสู่คนได้โดยง่าย แพร่ไปในวงกว้างในเวลาอันรวดเร็ว และมีการกลายพันธุ์ที่อันตรายมากขึ้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องออกมาตรการเพื่อยับยั้งการแพร่เชื้อ โดยจำกัดการเคลื่อนที่ของประชาชน งดการเดินทาง เว้นระยะห่างบุคคล และลดความแออัดการรวมตัวของคน

   โดยมาตรการดังกล่าวข้างต้น เป็นมาตรการที่ทำให้ภาคการท่องเที่ยวของไทย ทั้งที่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวโดยตรง ทั้งโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร ภัตตาคาร บริษัทนำเที่ยว สายการบิน เป็นต้น เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและยาวนาน จากการออกใช้มาตรการเพื่อยับยั้งการระบาดที่รุนแรงขึ้นหลายระลอก ในขณะที่การเร่งฉีดวัคซีนในกลุ่มเสี่ยงเพิ่งเริ่มดำเนินการเมื่อเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา

   อย่างไรก็ตาม การออกนโยบายและมาตรการอย่างต่อเนื่อง จึงมีความจำเป็น เพื่อประคับประคองธุรกิจต่างๆให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤติไปได้และอยู่รอดจนถึงวันที่สถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย และนักท่องเที่ยวเริ่มทยอยเดินทางมากขึ้น สถานการณ์เช่นนี้จึงเป็นโจทย์ท้าทายสำหรับภาครัฐและเอกชน นับตั้งแต่โควิด-19 เริ่มแพร่ระบาดในช่วงต้นปี 63

   โดยธปท. ได้เร่งออกมาตรการเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาสภาพคล่อง และภาระหนี้ในหลากหลายทางเลือก ตั้งแต่ให้สถาบันการเงิน พัก หรือ ชะลอการชำระหนี้ออกไป การปรับโครงสร้างหนี้ ลดเงินต้น ลดดอกเบี้ย ปรับการคำนวณอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ การออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน รวมถึงมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูสำหรับผู้ประกอบธุรกิจ และมาตรการพักทรัพย์พักหนี้ ที่ออกมาล่าสุด และมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ เพื่อช่วยลูกหนี้รายย่อยที่ประสบปัญหา

   ทั้งนี้ ธปท.จะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป และกระตุ้นให้สถาบันการเงินดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย และจะประเมินผลเพื่อวางแนวทางสำหรับมาตรการเพิ่มเติมต่อไป

   “เชื่อว่าวิกฤติครั้งนี้ ย่อมที่จะทิ้งรอยแผลเป็นให้ธุรกิจไทย และศักยภาพภาคการท่องเที่ยวไทยไปอย่างยาวนาน คำว่าวัคซีนในที่นี้ หากไม่ได้หมายถึงการสร้างภูมิให้กับบุคลเพื่อรับมือกับโรคร้ายเพียงอย่างเดียว แต่วัคซีนยังหมายถึงการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจท่องเที่ยว เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจหลังโควิด และเตรียมพร้อมกับความผันผวนที่คาดไม่ถึงอีกด้วย การสร้างภูมิให้กับธุรกิจในโลกใหม่ข้างต้น จะต้องขับเคลื่อนด้วยกันผ่าน 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ภาครัฐ ธุรกิจ และประชาชน”นายเมธี กล่าว

   ทั้งนี้ ในระยะต่อไป ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง 3 ด้าน ประกอบด้วย

   1.ความต้องการของนักท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญต่อมาตรฐานชีวอนามัยขั้นสูง สนใจความปลอดภัยในการเดินทางมากขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องการความสะดวกที่ไม่น้อยกว่าเดิม
 
   2.ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี จะต้องสร้างความได้เปรียบให้แก่ธุรกิจที่สามารถนำเทคโนโลยี เข้ามาช่วยบริหารจัดการและสร้างประสบการณ์ด้านดิจิทัลให้กับลูกค้า ให้ได้รับความสะดวกในการจอง การจัดการเดินทาง และการชำระเงิน รวมถึงการจัดเตรียมบริการที่ปรับให้สอดคล้องกับความชอบของแต่ละบุคคล

   3.ความยั่งยืน ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ที่ต้องหันมาทบทวนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ การสืบสานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม การผสมผสานการท่องเที่ยวเมืองหลักเมืองรอง และสร้างบุคลากรในสาขาวิชาชีพต่างๆให้มีทักษะที่จำเป็นต่อการเปิดรับนักท่องเที่ยว

รายงาน    ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ 
เรียบเรียง  สุรเมธี มณีสุโข 
อนุมัติ     พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน 

Cr.efinancethai