กนง.หั่นจีดีพีปีนี้โต 1.8% เซ่นพิษโควิดระลอก3 ฉุดศก. -คงดบ.ที่ 0.5%

23 มิ.ย. 64 15:00 น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

  กนง. หั่นเป้าจีดีพีปีนี้เหลือโต 1.8% จากเดิมคาดโต 3% ด้านปี 65 คาดโต 3.9% จากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า เหตุโควิด-19 ระลอก 3 ฉุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว จับตาการจัดหา-กระจายวัคซีน พร้อมมีมติคงดอกเบี้ย 0.5% เหตุมองปรับโครงสร้างหนี้ภาคครัวเรือนตรงจุดมากกว่าลดดบ. ย้ำพร้อมดำเนินนโยบายการเงินที่มีจำกัดในจังหวะที่เกิดประสิทธิผลสูงสุด

  นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กนง.มีปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้เหลือโต 1.8% จากเดิมคาดโต 3% ขณะที่ปี 65 คาดโต 3.9% จากเดิมคาดโต 4.7%

  กนง.มองว่า จากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอก 3 ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าและไม่ทั่วถึง และระยะข้างหน้ายังมีความเสี่ยงด้านต่ำอย่างมีนัยสำคัญ จากการระบาดระลอกใหม่ นอกจากนี้การเร่งดำเนินมาตรการทางการเงิน โดยเฉพาะสินเชื่อฟื้นฟู รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้จะช่วยภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบได้ตรงจุดมากกว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ

  ที่ประชุม กนง.ยังมีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 0.5% ต่อปี และพร้อมดำเนินนโยบายการเงินที่มีจำกัดในจังหวะที่เกิดประสิทธิผลสูงสุด

  “สาเหตุที่ปรับประมาณการลง เป็นผลจากกนง.มองว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าและไม่ทั่วถึง ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว โดยปีนี้ คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางมาไทยเพียง 7 แสนคน จากเดิมคาด 3 ล้านคน และปีหน้าคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทย 10 ล้านคน จากเดิมคาด 21.5 ล้านคน”นายทิตนันทิ์ กล่าว

  อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อและรุนแรง อาจส่งผลให้น้อยกว่าที่ประมาณการไว้อีกได้ นอกจากนี้การเติบโตทางเศรษฐกิจยังเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำอย่างมีนัยสำคัญจากการกลายพันธุ์ไวรัส ขณะที่โจทย์สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทย คือ การจัดหาและการกระจายวัคซีนที่เหมาะสมให้เพียงพอและทันการณ์

  นายทิตนันทิ์ กล่าวว่า ด้านการส่งออกในปี 64 คาดว่าจะขยายตัว 17.1% สูงกว่าประมาณการเดิมที่คาดโต 10% ขณะที่ปี 65 คาดจะขยายตัว 4.9% ส่วนการนำเข้าในปีนี้คาดว่าจะขยายตัว 22.7% จากเดิมคาด 15.2% ส่วนปี 65 คาดว่าจะขยายตัว 6.6%

  ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้และปี 65 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.2% ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 0.2% ส่วนปี 65 คาดอยู่ที่ 0.3% ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้คาดว่าจะขาดดุล 1.5 พันล้านดอลลาร์ และปี 65 คาดว่าจะเกินดุล 12,000 ล้านดอลลาร์

  เศรษฐกิจไทยยังมีแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากแนวโน้มการใช้จ่ายภาครัฐที่สูงขึ้นจาก พ.ร.ก. กู้เงินล่าสุดและการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวดีตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

  สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเร่งขึ้นชั่วคราวในไตรมาสที่ 2/64 จากฐานราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับต่ำในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักและข้อจำกัดด้านอุปทานมีผลจำกัดต่ออัตราเงินเฟ้อไทย ด้านการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย

  ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังมีความเสี่ยงด้านต่ำอย่างมีนัยสำคัญ จากสถานการณ์การระบาดทั้งในและต่างประเทศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากการกลายพันธุ์ของไวรัส และจะส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งคณะกรรมการจะติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

  ด้านสภาพคล่องโดยรวมอยู่ในระดับสูง แต่การกระจายตัวยังไม่ทั่วถึงจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs และภาคครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากการระบาดระลอกที่สาม ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของไทยเคลื่อนไหวทรงตัว สำหรับอัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทเทียบกับดอลลาร์ เคลื่อนไหวอ่อนค่ากว่าเงินสกุลภูมิภาค กนง. เห็นควรให้ติดตามพัฒนาการของตลาดการเงินโลกและไทยอย่างใกล้ชิด รวมถึงผลักดันการสร้างระบบนิเวศใหม่ของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (FX ecosystem) อย่างต่อเนื่อง

  ทั้งนี้ กนง.เห็นว่า ความต่อเนื่องของมาตรการภาครัฐและการประสานนโยบายมีความสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากการระบาดระลอกใหม่ โดยควรเร่งจัดหาและกระจายวัคซีนเพื่อควบคุมไม่ให้การระบาดยืดเยื้อ มาตรการการคลังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ภาครัฐจึงควรเร่งเบิกจ่ายมาตรการเยียวยาและมาตรการพยุงเศรษฐกิจต่าง ๆ เพื่อให้เกิดแรงกระตุ้นต่อเศรษฐกิจและดูแลตลาดแรงงานในจุดที่มีความเปราะบางอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง

  ขณะที่นโยบายการเงินต้องผ่อนคลายต่อเนื่อง มาตรการให้ความช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ โควิด-19 และมาตรการอื่น ๆ ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจควรเร่งกระจายสภาพคล่องไปสู่ผู้ได้รับผลกระทบให้ตรงจุด ลดภาระหนี้

  รวมถึงสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ควบคู่กับการผลักดันให้สถาบันการเงินเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดย ธปท. จะติดตามความคืบหน้าและประเมินประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและสินเชื่ออย่างใกล้ชิดภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเต็มศักยภาพ และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน โดยกนง.ยังให้น้ำหนักกับการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นสำคัญ

  ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะติดตามปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ได้แก่ การกระจายและประสิทธิภาพของวัคซีน สถานการณ์การระบาดทั้งในและต่างประเทศที่อาจรุนแรงขึ้นจากการกลายพันธุ์ของไวรัส ความเพียงพอของมาตรการการคลังและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อที่ออกมาแล้ว โดยพร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสมเพิ่มเติมหากจำเป็น

รายงาน    ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ 
เรียบเรียง  จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช 
อนุมัติ     พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน 

Cr.efinancethai