23 มิ.ย. 64 13:59 น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประเมินศก.ไทยปีนี้จะโต 1.8% ปีหน้าโต 4.2% มองการฟื้นตัวยังช้าเหตุพึ่งท่องเที่ยวเป็นหลัก จะทำให้ภาคธนาคารต้องพบความท้าทายในการตั้งสำรองช่วงโควิด แต่ภาพรวมภาคการคลังแข็งแกร่งยังทำให้ได้อันดับเครดิตไทยที่ BBB+
MR.Jeremy Zook ผู้อำนวยการ ฝ่ายจัดอันดับเครดิตประเทศภูมิภาคเอชียแปซิฟิคของฟิทช์ เรทติ้งส์ เปิดเผย ในงานสัมมนาของฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) ว่า ประเทศไทยมีการพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในระดับสูงซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะจำกัดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส
โดยฟิทช์คาดว่าเศรษฐกิจไทย (GDP) จะเติบโตในอัตรา 1.8% ในปี 64 หลังจากได้หดตัวอย่างมากที่ระดับ -6.1% ในปี 63 การฟื้นตัวของเศรษฐกิจคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นในปี 65 และคาดว่า GDP จะเติบโตสูงขึ้นเป็น 4.2%
นอกจากนี้นักวิเคราะห์ฝ่ายจัดอันดับเครดิตสถาบันการเงินของฟิทช์ ให้ความเห็นว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ค่อนข้างช้า ส่งผลให้สภาวะแวดล้อมในการดำเนินงานของธนาคารไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทาย แต่อย่างไรก็ตามความเสี่ยงดังกล่าวน่าจะสามารถลดทอนลงได้บ้าง เนื่องจากธนาคารไทยยังคงมีความสามารถในการรองรับความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง
ด้วยเศรษฐกิจไทยที่มีการพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะอยู่ในระดับที่ช้ากว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในกลุ่มเทียบ (peers) อย่างไรก็ตามอัตราการฟื้นตัวน่าจะปรับเร็วขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 64 เมื่อการฉีดวัคซีนเริ่มส่งผลมากขึ้นต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและข้อจำกัดในการเดินทางระหว่างประเทศมีความเข้มงวดลดลง
อันดับเครดิตของประเทศไทยที่ ‘BBB+’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ (ซึ่งได้รับการคงอันดับเครดิตไปเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2564) มีปัจจัยสนับสนุนจากฐานะการเงินต่างประเทศและฐานะทางการคลังที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง ซึ่งน่าจะช่วยเป็นกันชนในกรณีที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงในช่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ค่อนข้างช้า
ประเทศเวียดนามเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคที่เศรษฐกิจยังคงมีการเติบโตในปี 63 ในช่วงการแพร่ระบาด (pandemic) อันดับเครดิตของประเทศเวียดนามที่ ‘BB’ นั้นมีแนวโน้มอันดับเครดิตเป็นบวก ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตของเศรษฐกิจและฐานะทางการคลังที่มีความยืดหยุ่นและสามารถฟื้นตัวได้เร็วในช่วงการแพร่ระบาด อีกทั้งยังมีฐานะการเงินต่างประเทศที่ปรับตัวแข็งแกร่งขึ้นต่อเนื่อง
ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจและฐานะทางการคลังของประเทศลาวต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการแพร่ระบาด แต่ยังคงมีสถานการณ์ที่ดีกว่ากลุ่มเทียบเนื่องจากการแพร่ระบาดไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงนัก ฐานะการเงินต่างประเทศเป็นปัจจัยหลักของอันดับเครดิตที่ ‘CCC’ ซึ่งสะท้อนถึงการมีระดับการชำระคืนหนี้สินต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง (high external debt repayment) ในขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับต่ำและมีแหล่งเงินทุนภายนอกประเทศที่ค่อนข้างจำกัด
ด้านน.ส.จินดารัตน์ สิริสิทธิโชติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายจัดอันดับเครดิตสถาบันการเงินของฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) กล่าวถึงความสามารถในการรองรับความเสี่ยงของธนาคารไทย เช่น ระดับการสำรองหนี้สูญและสงสัยจะสูญ (loan loss reserves) และฐานะเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (common equity Tier 1) ยังคงอยู่ในเกณฑ์ดีและน่าจะสามารถช่วยเป็นกันชนหากต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
ภาคธนาคารไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายจากสภาวะแวดล้อมในการดำเนินงาน และน่าจะส่งผลให้มีแรงกดดันต่อคุณภาพสินทรัพย์และผลการดำเนินงานของธนาคารไทยในปี 64 แม้รายได้ของธนาคารไทยจะปรับตัวลดลงอย่างมากจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองหนี้สูญที่เพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตามอัตรากำไรยังคงอยู่ในระดับที่น่าจะสามารถรองรับการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวที่ช้าของเศรษฐกิจได้
ธนาคารไทยได้มีการเพิ่มความสามารถในการรองรับความเสี่ยงในช่วงที่ผ่านมา โดยการออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิและหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน ในช่วงนี้มีการออกตราสารที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 มากขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับผลขาดทุนในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาด ฟิทช์คาดว่าภายใต้เกณฑ์ของทางการในปัจจุบัน อันดับเครดิตของหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 และตราสารที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่ออกในประเทศไทยจะน่าจะได้รับการจัดอันดับที่อยู่ต่ำกว่าอันดับเครดิตอ้างอิง 2 อันดับ และ 4 อันดับ ตามลำดับ
เรียบเรียง สุรเมธี มณีสุโข
อนุมัติ พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน
Cr.efinancethai
