ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาดมูลค่าส่งออก Enterprise HDD ปี 64 ขยายตัว 2-5%

5 เม.ย. 64 12:49 น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยการส่งออก HDD ของไทยโดยรวมในปี 2564 คาดว่าจะยังคงหดตัวต่อเนื่องทั้งเชิงปริมาณและมูลค่า โดยแรงกดดันหลักมาจากการส่งออก Consumer HDD จากการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี SSD ขณะที่ การส่งออก Enterprise HDD คาดว่าจะยังคงมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นตามความต้องการใช้งานในการลงทุน Cloud computing ที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณชุดข้อมูลที่เร่งตัวขึ้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคไปสู่ดิจิทัล

  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ปริมาณการส่งออก HDD ในปี 2564 จะอยู่ที่ราว 158–164 ล้านชิ้น หดตัวในกรอบร้อยละ 6.9–10.5 จากปี 2563 หรือคิดเป็นมูลค่าการส่งออกราว 10,138–10,407 ล้านดอลลาร์ฯ หดตัวร้อยละ 5.8-8.3 จากปี 2563 โดยแนวโน้มการส่งออก HDD ของไทยในระยะต่อไปจะขับเคลื่อนจากความต้องการ Enterprise HDD เป็นหลัก ตามกระแส Digital disruption ทั่วโลกที่จะยังดำเนินต่อเนื่องหลังยุคโควิด-19 ซึ่งมีส่วนช่วยเร่งความต้องการลงทุนใน Cloud computing มากขึ้น

  มองไปในอนาคต การเติบโตของปริมาณข้อมูลที่รับส่งทั่วโลกที่ดำเนินต่อเนื่อง ประกอบกับ การพัฒนาประสิทธิภาพของ Enterprise HDD ทั้งในส่วนของตัวผลิตภัณฑ์เองหรือโซลูชั่นใหม่ๆ ของผู้ผลิต HDDs จนสร้างความคุ้มทุนของการใช้ Enterprise HDD ให้ยังคงสูงกว่า Enterprise SSD จะเป็น 2 ตัวแปรสำคัญที่จะช่วยให้อุตสาหกรรม Enterprise HDD ของไทยยังไม่ล้มหายตายจากไป

  การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปี 2563 ได้ก่อให้เกิดกระแสการทำงานที่บ้านหรือทำงานที่ไหนก็ได้ (Work From Home/ Work From Anywhere) รวมถึงกระแสการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม ซึ่งช่วยกระตุ้นยอดจำหน่ายคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลแบบพกพา (Notebook computer) ทั่วโลกที่มีความคล่องตัวกว่าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลแบบตั้งโต๊ะให้ขยายตัวถึงร้อยละ 44 จากปี 2562

   อย่างไรก็ดี ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์แบบพกพาส่วนมากหันมาเลือกใช้ SSD โซลิดสเตทไดร์ฟ (Solid State Drive: SSD) ที่มีน้ำหนักเบาและราคาต่อหน่วยเริ่มลดลงแทน HDD มาสักระยะนึงแล้ว จึงทำให้ไทยในฐานะผู้ผลิต HDD รายใหญ่ของโลกกลับไม่ได้รับอานิสงส์ในส่วนนี้จากการที่ผู้ประกอบการในไทยยังไม่ได้เริ่มสายการผลิต SSD จนส่งผลต่อการลดลงของการส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ของไทยในปี 2563 ทั้งเชิงปริมาณและมูลค่า เนื่องจากไทยมีสัดส่วนการส่งออก Consumer HDD สูงถึงร้อยละ 59 และ 57 ต่อการส่งออก HDD รวมในเชิงปริมาณและมูลค่าตามลำดับ

  อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่า มูลค่าการส่งออก HDD สำหรับตลาดองค์กร (Enterprise HDD) ของไทยในปี 2563 กลับขยายตัวได้ถึงร้อยละ 16.7 จากปี 2562 มาอยู่ที่ 4.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนหนึ่งมาจากการที่ทั่วโลกหันมาใช้บริการ Cloud computing กันมากขึ้นในช่วงที่มีมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม จนทำให้มีความต้องการพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ที่สูงขึ้นตามข้อมูลมหาศาลที่เกิดขึ้นตามกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยีดิจิทัล หรือที่เรียกกันว่า “Digital disruption”

  ซึ่งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นปัจจัยเร่งให้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งในด้านรูปแบบการให้บริการหรือกระบวนการทำงานที่หลายอุตสาหกรรมหันไปใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นบริการขนส่งสินค้าและอาหารออนไลน์ บริการสนับสนุนในการทำงานจากที่ไหนก็ได้ (แพลตฟอร์มการประชุมหรือสัมมนาออนไลน์ หรือระบบการจัดการเอกสารและข้อมูลภายในบริษัท)

  ตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าออนไลน์ รวมถึงบริการคอนเทนต์อย่างการดูหนังฟังเพลงออนไลน์ อย่างไรก็ดี ปริมาณการส่งออก Enterprise HDD ที่ลดลงร้อยละ 16.3 มาอยู่ที่ 72.2 ล้านชิ้นในปี 2563 จาก 86.2 ล้านชิ้นในปี 2562 มาจากการที่ Enterprise HDD ที่มีความจุในการจัดเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้นบนขนาดของ HDD เท่าเดิมได้ทยอยออกสู่ตลาดเป็นวงกว้าง

  แม้ระยะข้างหน้า สถานการณ์โควิด-19 จะดีขึ้น หากแต่ความต้องการเก็บข้อมูลจำนวนมากในยุค
แม้แนวโน้มสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกในปี 2564 จะอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น จากการเริ่มฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นวงกว้างทั่วโลกจนอาจดูเหมือนว่า ผลพลอยได้ที่อุตสาหกรรมการผลิต Enterprise HDD ของไทยเคยได้รับในปี 2563 อาจลดลงตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ผ่อนคลายลง

  อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ความคุ้นชินของผู้บริโภคทั่วโลกที่มีต่อรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัลตามชีวิตวิถีใหม่ที่ดำเนินมาแล้วกว่า 1 ปีจะยังคงขับเคลื่อนพฤติกรรมการใช้งานด้านดิจิทัลดังกล่าวต่อไปอีกในอนาคต ซึ่งกระแสชีวิตวิถีใหม่ดังกล่าวไม่เพียงแต่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้บริโภคเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ยังนับเป็นปัจจัยเร่งให้ภาคธุรกิจเองเห็นความสำคัญของการลงทุนทางด้าน Digital transformation มากขึ้น

   โดยนอกเหนือจากการส่งมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับผู้บริโภคที่คาดว่าจะดำเนินต่อเนื่องในปี 2564 นี้ การเพิ่มความคล่องตัวให้กับกระบวนการทำงานขององค์กรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อ 1) ลดความเสี่ยงขององค์กรจากผลกระทบภายนอกใหม่ๆ ซึ่งไม่อาจคาดเดาและอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ ซึ่งสังเกตได้จากตัวอย่างในช่วงมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นการที่พนักงานไม่สามารถเข้าปฏิบัติงานในสถานที่ทำงาน หรือพนักงานฝ่ายระบบสารสนเทศ (IT) ไม่สามารถเข้ามาดูแลระบบได้

  2) ตอบโจทย์รูปแบบการทำงานวิถีใหม่ที่หลายบริษัทเริ่มอนุโลมให้พนักงานของตนทำงานแบบผสมผสานระหว่างการทำงานแบบออฟฟิศเสมือนจริง และการเข้ามาทำงานในออฟฟิศแบบดั้งเดิม (Hybrid workplace) ในระยะยาว คาดว่าจะยังดำเนินต่อไปในปี 2564 ด้วยเช่นเดียวกัน
จากปริมาณข้อมูลรับส่งทั่วโลกที่คาดว่าจะทยอยถูกสร้างขึ้นจำนวนมากจากกระแสการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัล

  โดยปริมาณข้อมูลที่บริโภคผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ตบนอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ขยายตัวขึ้นเกือบ 5 เท่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา หรือคิดเป็นอัตราการขยายตัวโดยเฉลี่ยต่อปีถึงร้อยละ 67.4 ประกอบกับการเพิ่มความคล่องตัวให้กับกระบวนการทำงานขององค์กรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ผู้ให้บริการทางด้านดิจิทัล รวมถึงองค์กรต่างๆ ทั้งขนาดใหญ่

  และ SMEs จึงยังคงทยอยหันมาเลือกใช้บริการรูปแบบ Cloud computing ในการจัดเก็บข้อมูลมากขึ้น เนื่องจากเป็นการช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการในระยะยาวในการรองรับปริมาณชุดข้อมูลจำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กหรือสตาร์ทอัพอาจเลือกบริหารข้อมูลผ่าน Cloud computing ทั้งหมด

  ขณะที่องค์กรขนาดใหญ่ที่มีการลงทุนศูนย์ข้อมูลในองค์กรเอง (On-Premise Data center) อยู่แล้ว ก็อาจเลือกผสมผสานการจัดเก็บข้อมูลผ่านบริการ Cloud computing มากขึ้น ดังนั้น ภาพรวมธุรกิจผู้ให้บริการ Cloud จะทยอยฟื้นตัวต่อเนื่องด้วยอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยราวร้อยละ 9.5 ต่อปีในช่วงระหว่างปี 2562-2564

  โดยในปี 2564 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ความต้องการใช้งาน Cloud computing ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับผู้บริโภคตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปตามชีวิตวิถีใหม่จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก อาทิ อุตสาหกรรมเกมส์ (Cloud gaming) อุตสาหกรรมบริการคอนเทนต์ ซึ่งสามารถต่อยอดจากการที่ผู้ให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ทยอยขยายพื้นที่ให้บริการ 5G ในหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว

  ดังนั้น การลงทุนระบบ Data center ของผู้ให้บริการ Cloud computing ในระยะนี้ต้องการอุปกรณ์การจัดเก็บข้อมูลจำนวนมากที่พร้อมใช้งานได้ทุกเมื่อ แต่ไม่จำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลและประมวลผลแบบทันที (Real-time processing) ซึ่งเพียงพอต่อการตอบโจทย์เทรนด์การใช้ชีวิตหรือการทำงานในรูปแบบชีวิตวิถีใหม่ (New normal) อาทิ Platform ดูหนังฟังเพลงแบบออนไลน์สตรีมมิ่งที่ต้องการความจุข้อมูลหนังหรือเพลงในปริมาณมหาศาลและสามารถเรียกใช้งานได้ทุกเมื่อตามความต้องการของลูกค้า

  หรือการเก็บข้อมูลระบบเครือข่าย (Network Attached Storage) ที่พนักงานที่ทำงานที่บ้านสามารถเข้าถึงชุดข้อมูลของบริษัทได้ทุกเวลาที่ต้องการ ซึ่ง Enterprise HDD ที่มีคุณสมบัติในการจัดเก็บข้อมูลความจุสูง มีอัตราการเข้าถึงข้อมูลที่ค่อนข้างเร็วและมีราคาต่อความจุที่ต่ำสามารถตอบโจทย์ความต้องการข้างต้นได้เป็นอย่างดี

  ขณะที่ผู้ให้บริการ Cloud computing อาจเลือกพิจารณาผสมผสานการใช้ Enterprise SSD เพิ่มเติมเข้าไปด้วย ซึ่งมีคุณสมบัติการเข้าถึงข้อมูลรวมถึงรับและส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็วมาก หากแต่มีราคาต่อความจุที่สูง เพื่อตอบโจทย์การใช้งานแบบเรียลไทม์ อาทิ การถ่ายทอดสดโดยใช้เครือข่ายอินเตอร์เนตผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ (Live streaming)

  อย่างไรก็ดี การใช้งาน Enterprise SSD ยังไม่เป็นที่แพร่หลายเนื่องจากในปัจจุบัน ราคาของ Enterprise SSD ที่มีความจุสูงต่อปริมาณการจัดเก็บข้อมูล 1GB ยังอยู่ในทิศทางที่สูงกว่า Enterprise HDD ถึงกว่า 10 เท่า ซึ่งแตกต่างจาก Consumer SSD ที่มีความจุค่อนข้างต่ำ (Low-capacity SSD ขนาด 250-500 GB) ที่ราคาต่อปริมาณการจัดเก็บข้อมูล 1 GB ลดลงต่ำกว่า 5 เท่าแล้วจนส่งผลทำให้ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์แบบพกพาหันมาใช้ SSD แทน HDD

  จากความต้องการ Enterprise HDD ในการจัดเก็บข้อมูลในปริมาณมากมีแนวโน้มสูงขึ้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ตลาด Enterprise HDD จะยังเป็นตลาดที่ช่วยประคองภาพรวมการส่งออก HDD ของไทย โดยในปี 2564 นี้ มูลค่าการส่งออก Enterprise HDD จะอยู่ในกรอบ 4,848-4,991 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวในกรอบร้อยละ 2-5 โดยมูลค่าของการส่งออก Enterprise HDD ที่สูงขึ้นมาจากราคาต่อหน่วยที่ปรับขึ้นตามปริมาณความจุที่สูงขึ้น

  อย่างไรก็ตาม ปริมาณการส่งออก Enterprise HDD จะยังคงลดลงตามการทยอยออกสู่ตลาดของ Enterprise HDD ที่มีขนาดความจุในการจัดเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้น โดยความได้เปรียบของไทยในตลาด Enterprise HDD อยู่ตรงที่ไทยเป็นผู้ผลิต HDD รายใหญ่ของโลกจากการรวมศูนย์การผลิตของผู้ผลิตรายใหญ่ที่ย้ายฐานการผลิตจากจีนและมาเลเซีย อีกทั้งผู้ผลิต HDD ในไทยได้ทยอยปรับเปลี่ยนสายการผลิตไปเป็น Enterprise HDD มากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

  ขณะที่ตลาดส่งออก Enterprise HDD กว่า 3 ใน 4 ของไทยซึ่งได้แก่สหรัฐฯ ฮ่องกง และจีน เป็นฐานการลงทุน Cloud data center รายใหญ่ของโลก ขณะที่ตลาด Consumer HDD คาดว่าจะยังหดตัวต่อเนื่องทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่า จากแนวโน้มการปรับใช้ SSD ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค ประกอบกับการทยอยจัดเก็บข้อมูลแบบคลาวด์ของผู้บริโภคมากขึ้น

  มองไปในระยะข้างหน้า ทิศทางการส่งออก Enterprise HDD ของไทยจะยังสามารถเติบโตต่อเนื่องได้นั้นจะขึ้นอยู่กับตัวแปรหลัก 2 ปัจจัย ได้แก่ ปริมาณข้อมูลที่รับส่งทั่วโลกยังคงขยายตัวสูงขึ้นอย่างมากในระยะข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง อันจะนำมาซึ่งความต้องการหรือตลาดสำหรับอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับองค์กรอยู่

  ขณะเดียวกัน ต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership: TCO) ของ Enterprise HDD ยังคงมีความได้เปรียบ Enterprise SSD เหมือนในปัจจุบัน อันจะมีส่วนผลักดันให้ผู้ประกอบการศูนย์ข้อมูลทั้งแบบติดตั้งเองและ Cloud นั้นยังเลือกใช้ Enterprise HDD โดยไม่หันไปใช้ Enterprise SSD ในการจัดเก็บข้อมูลมหาศาลแทนเหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Consumer HDD

  โดยในกรณีแรกนั้น เทคโนโลยี Internet of Things (IoTs) คาดว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนปริมาณและความซับซ้อนของข้อมูลในระยะข้างหน้า จากเดิมในยุคก่อน IoTs อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องไช้ไฟฟ้าจะเน้นจุดขายทางด้านเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์หรือตัวผลิตภัณฑ์เป็นหลัก แต่ในยุค IoTs นี้ ระบบนิเวศของอุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ ได้เพิ่มซอฟท์แวร์โซลูชั่นที่ประยุกต์เข้ากับข้อมูลผู้บริโภคจำนวนมาก (Big data)

  เพื่อส่งมอบประสบการณ์ให้กับลูกค้าแบบบูรณาการ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุดเฉพาะบุคคลมากขึ้น อาทิ ผู้บริโภคที่ใช้นาฬิกาอัจฉริยะ (Smart Watch) อาจได้รับการนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการจากผู้ประกอบการที่ใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกจัดเก็บผ่าน Smart Watch (Big data analytics) อาทิ การนำเสนอหมอนสุขภาพหรืออาหารเสริมผ่าน Smartphone หากวิเคราะห์แล้วว่า ผู้ใช้ Smart Watch ดังกล่าวมีปัญหาด้านการนอน เป็นต้น

  ส่วนในกรณีหลังนั้น นอกจากการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ของ Enterprise HDD ในแง่มุมด้านความจุให้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดแล้ว ผู้ผลิต HDD เองยังได้พยายามสร้างระบบนิเวศของการใช้งาน Enterprise HDD ให้มีมูลค่าเพิ่มหรืออำนวยความสะดวกให้กับองค์กรหรือบริษัทขั้นปลายที่ใช้บริการ (Storage as a service) ผ่านความร่วมมือกับ Cloud data center โดยตรง อาทิ ซอฟท์แวร์โซลูชั่นในการบริหารจัดการข้อมูลที่ซับซ้อน ซึ่งจะทำให้ในระยะข้างหน้า การตัดสินใจใช้ผลิตภัณฑ์ Enterprise HDD ของ Cloud data center จะไม่ขึ้นอยู่กับราคาเพียงอย่างเดียวเหมือนผลิตภัณฑ์ HDD สำหรับผู้บริโภคทั่วไป

  กล่าวโดยสรุป ความต้องการ Enterprise HDD ที่มากขึ้นจากปริมาณชุดข้อมูลที่เร่งตัวขึ้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของทั้งผู้บริโภคและองค์กรให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลจะมีช่วยต่อลมหายใจของอุตสาหกรรมการผลิต HDD ของไทยปี 2564 ด้วยมูลค่าของการส่งออก Enterprise HDD ที่ยังขยายตัวเนื่องจากปี 2563 โดยในระยะข้างหน้า การเติบโตของปริมาณข้อมูลที่รับส่งทั่วโลกที่ดำเนินต่อเนื่อง

   ประกอบกับ การพัฒนาประสิทธิภาพของ Enterprise HDD ทั้งในส่วนของตัวผลิตภัณฑ์เองหรือโซลูชั่นใหม่ๆ ของผู้ผลิต HDD ให้ตอบโจทย์การใช้งานขององค์กรหรือบริษัทขั้นปลายจนสร้างความคุ้มทุนของการใช้ Enterprise HDD ให้ยังคงสูงกว่า Enterprise SSD จะเป็น 2 ตัวแปรสำคัญที่จะช่วยให้อุตสาหกรรม Enterprise HDD ของไทยยังไม่ล้มหายตายจากในอนาคต

  อย่างไรก็ดี แนวโน้มอุตสาหกรรมการผลิตและการบริการในระยะข้างหน้าจะผสมผสานความต้องการใช้งานแบบเรียลไทม์มากขึ้น อาทิ การ live streaming ช่วงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก หรือการประมวลผลด้วยภาพร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เพื่อลดการสูญเสียในการผลิต ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า การดึงดูดการลงทุนให้ไทยเป็นฐานการผลิต SSD ที่ตอบโจทย์การใช้งานแบบเรียลไทม์ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยเสริมภาพอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลของไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว

เรียบเรียง  ชุติมา มุสิกะเจริญ 
อนุมัติ     จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช

Cr.efinancethai