สรท.คาดแนวโน้มส่งออก ก.พ. ดีขึ้นหลังได้วัคซีน คงเป้าทั้งปีโต 3-4%

02 มี.ค. 64 12:52 Infoquest

น.ส.กัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก กล่าวว่า สถานการณ์ส่งออกของประเทศไทยดีขึ้นต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว หลังมีการกระจายวัคซีนป้องกันโควิด-19 ออกมาใช้งานในหลายประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดหลักอย่างสหรัฐและจีนที่เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ สรท.ยังคงคาดการณ์การส่งออกไทยในปี 2564 เติบโตที่ระดับ 3-4%

“เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น เห็นตัวเลขส่งออกแล้วก็ดีใจ ราคาทองร่วงลง ขณะที่เงินบาทอ่อนในช่วงสั้นๆ…ต้องรอดูว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้ว เราจะสามารถฟื้นตัวได้มากน้อยแค่ไหน แต่คาดว่าการส่งออกในเดือนกุมภาพันธ์น่าจะยังไปได้ดี ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนนั้นไม่อยากให้แข็งค่าต่ำกว่า 30 บาท/ดอลลาร์” น.ส.กัณญภัค กล่าว

ทั้งนี้ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย มีข้อเสนอแนะที่สำคัญ ได้แก่

1.ขอให้ผ่อนปรนมาตรการต่ออายุการแรงงานต่างด้าวที่อยู่ในประเทศไทย ให้สามารถทำงานต่อเนื่องในปี 2564 เพื่อให้มีแรงงานเพียงพอต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง

2.เร่งแก้ไขปัญหาตู้สินค้าขาดแคลน

– ภาครัฐต้องให้การสนับสนุนให้ผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรให้มีความสามารถในการชำระค่าระวางเรือในอัตราที่สูงขึ้น อันเป็นผลมาจาก Demand ตู้สินค้ามากกว่า Supply ทำให้ราคาค่าระวางในแต่ละเส้นทางเดินเรือปรับตัวสูงต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการและสามารถจ่ายค่าระวางได้มากขึ้น

– ขอให้ภาครัฐเช่าเรือและสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อขนส่งตู้คอนเทนเนอร์เปล่าที่ตกค้างในต่างประเทศกลับมาให้ผู้ส่งออกไทย

– ภาครัฐต้องให้การสนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมบริการซ่อมตู้คอนเทนเนอร์ภายในประเทศ จะช่วยเพิ่มปริมาณตู้หมุนเวียนเข้ามาในประเทศไทยให้เพิ่มขึ้น

3.ทิศทางค่าเงินบาทแข็งมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นจากทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเริ่มส่งสัญญาณอ่อนค่า ธปท. ต้องเร่งรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทและใช้มาตรการทางการเงินเพื่อลดความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อไม่เป็นการซ้ำเติมการส่งออกซึ่งเป็นเครื่องจักรหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย รวมถึงเร่งประชาสัมพันธ์ส่งเสริมให้ผู้ส่งออกทั่วไปใช้เครื่องมือทางการเงินในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

นายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหาร สรท. กล่าวว่า การส่งออกเดือน ม.ค.64 มีมูลค่า 19,706 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 0.35% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) การส่งออกในรูปเงินบาทเท่ากับ 587,373 ล้านบาท หดตัว -0.09% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน (YoY) ขณะที่การนำเข้าในเดือน ม.ค.64 มีมูลค่า 19,908 ล้านดอลลาร์ หดตัว -5.24% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน (YoY) และการนำเข้าในรูปของเงินบาทมีมูลค่า 601,897 ล้านบาท หดตัว -5.70% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน (YoY) ส่งผลให้ประเทศไทยขาดดุลการค้า -202.39 ล้านดอลลาร์ และ -14,523.81 ล้านบาท (การส่งออกเมื่อหักทองคำ น้ำมันและอาวุธยุทธปัจจัย เดือนมกราคม การส่งออกขยายตัว 7.57%)

นางจินตนา ศิริสันธนะ เลขาธิการ สรท.กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้มีปัจจัยบวกที่สำคัญในปี 2564 ได้แก่

1) เศรษฐกิจและการค้าโลกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวในปี 2564

1.1) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2564 เป็น 5.5% จาก 5.2%

1.2) การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ทั้งจีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศในยุโรป

1.3) ดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (PMI Index) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเกิน 50 ซึ่งหมายถึงกิจกรรมการผลิตกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง และสอดคล้องกับการฟื้นตัวของการส่งออกสินค้าขั้นกลาง อาทิ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ เป็นต้น

2) ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกกลับมาสู่ขาขึ้นอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อการส่งออกกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับราคาน้ำมัน อาทิ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ น้ำมันสำเร็จรูป

3) ความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 จากการเข้าถึงวัคซีนของประชาชนในหลายประเทศ อาทิ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เป็นต้น จะส่งผลต่อการฟื้นตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจการค้า และธุรกิจของประเทศคู่ค้าได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

ขณะที่ ปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอุปสรรคสำคัญ ได้แก่

1) ปัญหาโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ

1.1) ปัญหาตู้สินค้าขาดแคลน ต่อไปอย่างน้อยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 จากปริมาณตู้สินค้าตกค้างที่ท่าเรือปลายทางทั้ง ยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชีย สวนทางกับความต้องการนำเข้าสินค้าที่มากขึ้น เช่น การบริโภคของสหรัฐประจำเดือนมกราคมในส่วนการค้าปลีกเติบโตขึ้นถึง 5.3%

1.2) อัตราค่าระวางเรือปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนของผู้ประกอบการส่งออกที่สูงขึ้น

2) ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง ตามทิศทางของสกุลเงินภูมิภาค เนื่องด้วยลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging market) จากแรงหนุนของความหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ มูลค่า 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งคาดว่าจะบังคับใช้ก่อนวันที่ 15 มีนาคม 2564 ประกอบกับมีสัญญาณผ่อนคลายทางการเงินอย่างต่อเนื่องของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ทำให้สกุลเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงโดยเปรียบเทียบกับค่าเงินบาท

3) แนวโน้มการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวของภาคอุตสาหกรรม สืบเนื่องจากการอพยพกลับประเทศของแรงงานต่างด้าวจำนวนมากในช่วงปลายปี 2563 เป็นต้นมา โดยเฉพาะแรงงานเมียนมา ส่งผลโดยตรงกับภาคอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมากในภาคการผลิต ได้รับผลกระทบจากแนวโน้มขาดแคลนแรงงาน ซึ่งกระทบต่อมูลค่าการส่งออกได้ในอนาคต

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธาน สรท. กล่าวว่า การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในประเทศไทยไม่ได้ล่าช้าเกินไป และเป็นเรื่องที่ดีที่ได้ดูผลการฉีดวัคซีนในต่างประเทศก่อน ทั้งในแง่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวทำให้มียอดสั่งซื้อที่หดหายไปก่อนหน้านี้กลับมาเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็มียอดนำเข้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

“ถึงแม้สหรัฐจะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่เศรษฐกิจไม่ได้หยุดชะงัก ส่วนจีนที่มีการล็อกดาวน์ก็เป็นแค่ช่วงสั้นๆ เท่านั้น เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นตลาดหลักที่สำคัญ” นายวิศิษฐ์ กล่าว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์