กสิกรฯ ระบุ ศก.ไทยปี63 หดตัวน้อยกว่าคาด ส่วนปี64 คาดฟื้นตัวโต 2.6%

16 ก.พ. 64 7:54: น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยเศรษฐกิจไทยปี 2563 หดตัวน้อยกว่าที่คาดจากมาตรการภาครัฐที่ช่วยประคองเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทยปี 2563 หดตัวที่ร้อยละ -6.2 ซึ่งต่ำกว่าที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินไว้ที่ร้อยละ -6.7 เล็กน้อย โดยหลักๆ แล้วเป็นผลมาจากแรงกระตุ้นจากมาตรการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งที่มีเม็ดเงินใช้จ่ายผ่านโครงการดังกล่าวในไตรมาสที่ 4 ถึงร้อยละ 0.3 ของ GDP ส่งผลให้การใช้จ่ายครัวเรือนกลับมาขยายตัวเป็นบวก หลังจากหดตัวลงใน 2 ไตรมาสก่อนหน้า

  นอกจากนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังส่งผลให้การส่งออกของไทยในไตรมาสที่ 4 หดตัวน้อยกว่าที่ประเมินที่ร้อยละ -2.0 อย่างไรก็ตาม แรงส่งจากการทยอยฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2563 จะขาดความต่อเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิดระลอกใหม่ที่มีจุดเริ่มต้นในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2563 จนถึงปัจจุบัน

  ทั้งนี้ หากไม่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างรุนแรงในประเทศอีกระลอก ในขณะที่แผนการทยอยเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถดำเนินการได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังมองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะขยายตัวได้ที่ร้อยละ 2.6 (กรอบประมาณการที่ร้อยละ 0.0-4.5)

   ปัจจัยเรื่องวัคซีนเป็นตัวแปรสำคัญต่อการกำหนดแนวทางการเปิดรับนักท่องเที่ยวของไทยในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งยังมีประเด็นความไม่แน่นอนจากการจัดหา การกระจายวัคซีนให้ครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่ รวมถึงประสิทธิผลของวัคซีนที่ยังต้องติดตาม หากประเมินสถานการณ์ในปัจจุบันแล้ว

   ยังมีความเป็นไปได้ที่วัคซีนที่ไทยได้รับอาจจะไม่พอที่จะทำให้มีการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2564 ได้ในจำนวนที่ประมาณการไว้ (2.0-4.5 ล้านคน) ซึ่งก็จะทำให้ตัวเลข GDP มีแนวโน้มลงไปที่กรอบล่าง (กรอบประมาณการร้อยละ 0.0-4.5) โดยภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว จะมีผลกระทบต่อเนื่องมายังภาระของรัฐบาลที่มากขึ้นในการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ

  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า เศรษฐกิจไทยปี 2563 หดตัวน้อยกว่าที่คาดจากมาตรการภาครัฐที่ช่วยประคองเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทยปี 2563 หดตัวที่ร้อยละ -6.2 ซึ่งต่ำกว่าที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินไว้ที่ร้อยละ -6.7 เล็กน้อย โดยหลักๆ แล้วเป็นผลมาจากแรงกระตุ้นจากมาตรการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจของภาครัฐ ทั้งนี้ GDP ในไตรมาสที่ 4 หดตัวต่ำกว่าที่คาดที่ร้อยละ -4.2 ต่อปี

  โดยได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งที่มีเม็ดเงินใช้จ่ายผ่านโครงการดังกล่าวในไตรมาสที่ 4 ถึงร้อยละ 0.3 ของ GDP ส่งผลให้การใช้จ่ายครัวเรือนกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ที่ร้อยละ 0.9 ต่อปี หลังจากหดตัวลงใน 2 ไตรมาสก่อนหน้า นอกจากนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังส่งผลให้การส่งออกของไทยในไตรมาสที่ 4 หดตัวน้อยกว่าที่ประเมินที่ร้อยละ -2.0

  อย่างไรก็ตาม แรงส่งจากการทยอยฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2563 จะขาดความต่อเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิดระลอกใหม่ที่มีจุดเริ่มต้นในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2563 จนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ หากสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่มีแนวโน้มลดลงและสามารถควบคุมได้ในสิ้นเดือนก.พ.

  ในขณะที่ภาครัฐได้ออกมาตรการเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งโครงการเราชนะ เรารักกัน ที่ครอบคลุมผู้ที่ได้รับผลกระทบราว 40 ล้านคน ตลอดจนมาตรการทางการเงินที่ช่วยบรรเทาภาระหนี้สินของทั้งผู้ประกอบธุรกิจและประชาชนรายย่อยน่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2564 หดตัวไม่ลึกเท่ากับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงการระบาดรอบแรกในปีก่อนหน้า

   ในส่วนของทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่เหลือนั้น คาดว่าจะขยายตัวเป็นบวกได้ตามปัจจัยฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า ทั้งนี้ หากไม่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างรุนแรงในประเทศอีกระลอก ในขณะที่แผนการทยอยเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถดำเนินการได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังมองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะขยายตัวได้ที่ร้อยละ 2.6 (กรอบประมาณการที่ร้อยละ 0.0-4.5)

   ปัจจัยเรื่องวัคซีนเป็นตัวแปรสำคัญต่อการกำหนดแนวทางการเปิดรับนักท่องเที่ยวของไทยในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งยังมีประเด็นความไม่แน่นอนจากการจัดหา การกระจายวัคซีนให้ครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่ รวมถึงประสิทธิผลของวัคซีนที่ยังต้องติดตาม ปัจจุบัน สหรัฐฯ และอังกฤษในฐานะที่เป็นผู้คิดค้นและมีฐานการผลิตวัคซีนในประเทศมีความคืบหน้าอย่างมากในการกระจายวัคซีนให้กับประชากรในสัดส่วนที่มากขึ้น

   ซึ่งสอดคล้องไปกับการรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันที่มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่จีนและรัสเซียก็เป็นประเทศผู้คิดค้นวัคซีนป้องกันและมีฐานการผลิตในประเทศเช่นกันเริ่มมีสัดส่วนประชากรที่ได้รับวัคซีนเพิ่มขึ้นแม้ว่าจะยังอยู่ในระดับต่ำที่ร้อยละ 2.8 และ 2.7 ตามลำดับ ซึ่งประเทศดังกล่าวเป็นประเทศต้นทางนักท่องเที่ยวที่สำคัญของไทย

  ดังนั้น แนวทางการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยไม่ต้องกักตัวจึงยังต้องขึ้นอยู่กับการกระจายวัคซีนให้ครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่ของไทยด้วย หากประเมินสถานการณ์ในปัจจุบันแล้ว ยังมีความเป็นไปได้ที่วัคซีนที่ไทยได้รับอาจจะไม่พอที่จะทำให้มีการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2564 ได้ในจำนวนที่ประมาณการไว้ (2.0-4.5 ล้านคน) ซึ่งก็จะทำให้ตัวเลข GDP มีแนวโน้มลงไปที่กรอบล่าง (กรอบประมาณการร้อยละ 0.0-4.5)

  โดยภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว จะมีผลกระทบต่อเนื่องมายังภาระของรัฐบาลที่มากขึ้นในการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามมาตรการภาครัฐที่ทยอยออกมาบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโควิดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรายละเอียดแพ็กเกจมาตรการดูแลภาคการท่องเที่ยวที่ครอบคลุมทั้ง supply chain ที่รวมถึงโครงการ Asset Warehousing ที่มีหลักการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยวที่ประสบปัญหาความสามารถในการชำระหนี้

เรียบเรียง  ชุติมา มุสิกะเจริญ 
อนุมัติ     พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน 

Cr.Efinancethai