ศูนย์วิจัยกสิกรฯ ชี้โควิด-19 ฉุดส่งออกชายแดนไปเมียนมา ต่ำกว่า 1 แสนลบ.

22 ก.ย. 63 9:22: น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า การที่ทางการเมียนมาออกประกาศจำกัดจำนวนรถขนส่งสินค้าและกำหนดให้ต้องเปลี่ยนมาใช้คนขับรถชาวเมียนมาเท่านั้นเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขนส่งสินค้าข้ามแดนบริเวณด่านแม่สาย จ.เชียงราย ที่เมียนมาอนุญาตให้รถขนส่งสินค้าเข้าประเทศได้วันละ 6 คัน มีผลตั้งแต่ 17 กันยายน 2563

  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า มาตรการดังกล่าวจะทำให้การส่งออกของไทยชะงักงันในระยะสั้น เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างต้องพึ่งพาการค้าระหว่างกัน ซึ่งถ้าหากสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย มาตรการคุมเข้มระหว่างพรมแดนคงผ่อนปรนลงได้ในระยะอันใกล้ โดยในปัจจุบันมูลค่าการส่งออกของไทยผ่านด่านนี้มีมูลค่า 6,549 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 13 ของการส่งออกชายแดนไทยไปเมียนมา สินค้าสำคัญของไทย ได้แก่ สินค้าเพื่อการก่อสร้าง น้ำมัน และสินค้าอุปโภคบริโภค

  นอกจากนี้ ในประเด็นด้านเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอยู่แล้วจากปัญหา COVID-19 ที่มีมาตั้งแต่ต้นปี ทำให้การส่งออกชายแดนไทยไปเมียนมาหดตัวร้อยละ 14.2 (YoY) มีมูลค่าส่งออก 51,400 ล้านบาท ด้วยสถานการณ์ในภาพรวมที่ยังไม่คลี่คลายทำให้

  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การส่งออกชายแดนของไทยไปเมียนมาปี 2563 จะเป็นอีกปีที่ยากลำบาก มีความเป็นไปได้ว่าจะหดตัวในระดับเลขสองหลักไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 และทำให้มูลค่าส่งออกชายแดนไทยไปเมียนมาลดลงไปแตะระดับต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท เป็นปีที่ 2 และถ้าหากมีความจำเป็นที่ต้องมีมาตรการควบคุมพรมแดนอย่างเข้มงวดในจุดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นด่านแม่สอด จ.ตาก หรือด่านระนอง จ.ระนอง คงยิ่งซ้ำเติมการส่งออกชายแดนไทยไปเมียนมาให้หดตัวมากขึ้นอีก

  สถานการณ์การขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนเมียนมามีอุปสรรคอีกครั้ง ตามประกาศทางการเมียนมาล่าสุดที่กำหนดให้รถบรรทุกสินค้าจากไทยที่จะข้ามพรมแดนไปเมียนมาบริเวณด่านแม่สาย จ.เชียงราย ต้องเปลี่ยนคนขับเป็นชาวเมียนมาก่อนเข้าไปส่งสินค้าในท่าขี้เหล็ก

  นอกจากนี้ ยังกำหนดให้รถป้ายทะเบียนไทยทุกประเภทเข้าไปใน จ.ท่าขี้เหล็ก ได้เพียงวันละ 6 คัน รถดังกล่าวจะต้องจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกของเมียนมา และต้องทำตามกฎข้อบังคับที่กรมการขนส่งทางรัฐบาลรัฐฉานที่ได้กำหนดไว้เท่านั้น โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2563 เป็นต้นไป ซึ่งมาตรการนี้จะมีผลกระทบทางตรงต่อการค้าชายแดนของไทยไปเมียนมาบริเวณด่านแม่สาย จ.เชียงราย ที่มีมูลค่าการส่งออก 6,549 ล้านบาท (ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2563)

  ทั้งนี้ ในปัจจุบันไทยส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคไปยังเมียนมาค่อนข้างมาก แม้ว่าในภาพรวมไทยจะเป็นแหล่งนำเข้าลำดับที่ 3 ของเมียนมา มีส่วนแบ่งตลาดการนำเข้าที่ร้อยละ 13 ของการนำเข้าทั้งหมดของเมียนมา แต่ลักษณะสินค้าของไทยเน้นหนักไปที่สินค้าสำเร็จรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นหลัก

  ต่างจากจีนที่เป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 1 ด้วยสัดส่วนร้อยละ 33 สินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าขั้นกลางในกลุ่มวัตถุดิบสิ่งทอ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และสิงคโปร์ที่เป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 2 มีสัดส่วนการนำเข้าร้อยละ 20 สินค้าเกือบทั้งหมดเป็นสินค้าน้ำมันเป็นหลัก

  มาตรการห้ามคนขับรถต่างชาติเข้าประเทศและการจำกัดจำนวนรถขนส่งผ่านพรมแดนไทยไปเมียนมาที่ด่านแม่สาย จ.เชียงราย เหลือวันละ 6 คัน จากปกติมีรถขนสินค้าผ่านไปเมียนมาไม่ต่ำกว่า 300 คันต่อวัน สิ่งที่ตามมาคือทำให้ปริมาณสินค้าที่ส่งไปเมียนมาลดน้อยลงจากระดับปกติและอาจไม่เพียงพอต่อการบริโภค

  จะเห็นได้ว่าสินค้าของไทยผ่านด่านแม่สอดในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2563 ก่อนจะมีมาตรการคุมเข้มบริเวณพรมแดนก็หดตัวไม่มากนักเมื่อเทียบกับภาพรวม โดยหดตัวเพียงร้อยละ 4.3 (YoY) มีมูลค่าส่งออก 6,549 ล้านบาท สะท้อนว่าสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยเป็นที่ต้องการและขยายตัวได้ดี อาทิ เครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์จากข้าวสาลี และกระดาษชำระ เป็นต้น

  ดังนั้น ด้วยความจำเป็นของการค้าขายชายแดนระหว่างกัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เชื่อว่า ถ้าหากสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลายดีขึ้นเป็นลำดับ มาตรการที่คุมเข้มบริเวณพรมแดนที่ด่านแม่สาย จ.เชียงราย น่าจะทยอยผ่อนปรนลงได้ โดยมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการอนุญาตให้เพิ่มจำนวนรถที่ผ่านเข้าเมียนมา ซึ่งรถดังกล่าวก็ต้องผ่านการรับรองจากทางการเมียนมา แต่น่าจะยังต้องเปลี่ยนพนักงานขับรถเป็นชาวเมียนมาเพื่อเฝ้าระวังการแพร่ระบาด COVID-19

  ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการต้องการเตรียมรับมือกับความล่าช้าในการผ่านแดนที่ต้องพบเจออย่างแน่นอนจนกว่าการแพร่ระบาดจะคลี่คลายดีขึ้น โดยเฉพาะสินค้าส่งออกของไทยหลักๆ ที่อาจประสบปัญหาคำสั่งซื้อลดลงชั่วขณะ อาทิ การส่งออกที่ครึ่งหนึ่งเป็นสินค้าเพื่อการผลิตและน้ำมัน ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันสำเร็จรูป ปูนซิเมนต์ เหล็ก แร่ เคมีภัณฑ์ สินค้าอุตสาหกรรม วัตถุดิบเครื่องสำอาง สีทา และสายเคเบิ้ล เป็นต้น

  และอีกครึ่งหนึ่งเป็นสินค้าเพื่อการบริโภค โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของไทยใช้ช่องทางด่านแม่สายเกือบร้อยละ 50 ของส่งออกชายแดนไทยไปเมียนมา เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์จากข้าวสาลี อาหารแปรรูป กระดาษชำระ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไฟแช็ค และหลอดหรือท่อยาง เป็นต้น

  อย่างไรก็ดี การส่งสินค้าไทยผ่านด่านแม่สาย จ.เชียงราย คิดเป็นเพียงร้อยละ 13 ของมูลค่าการส่งออกผ่านชายแดนไทยไปเมียนมาทั้งหมดเท่านั้น อีกทั้งสินค้าไทยที่ผ่านช่องทางนี้สินค้าจำเป็นจึงไม่น่าจะกระทบการส่งออกชายแดนไทยไปเมียนมาอย่างมีนัยสำคัญ

  อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันการส่งออกชายแดนไทยไปเมียนมาก็เผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจจากปัญหา COVID-19 มาระยะเวลาหนึ่ง ทำให้ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2563 การส่งออกหดตัวร้อยละ 14.2 (YoY) มีมูลค่าเหลือ 51,400 ล้านบาท

  โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การส่งออกชายแดนไทยไปเมียนมาปีนี้คงมีภาพที่ไม่สดใสนักจากผลทางเศรษฐกิจเมียนมาเป็นหลักทำให้การส่งออกผ่านชายแดนไทยไปเมียนมาคงหดตัวลึกในระดับเลขสองหลักไม่ต่ำกว่ากว่าร้อยละ 10 (จากเดิมที่คาดว่าจะหดตัวเพียงร้อยละ 6.2) และทำให้ปี 2563 เป็นปีที่การส่งออกชายแดนไทยไปเมียนมามีมูลค่าต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

  แต่สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือ ถ้าหากมีความจำเป็นที่ทางการของทั้งสองประเทศต้องใช้มาตรการคุมเข้มบริเวณพรมแดนอื่นๆ โดยเฉพาะด่านแม่สอด จ.ตาก และด่านศุลกากรระนอง จ.ระนอง ก็อาจฉุดให้การส่งออกชายแดนไทยไปเมียนมาหดตัวมากขึ้นอีก เนื่องจากทั้ง 2 ด่านดังกล่าว เป็นช่องทางส่งออกสำคัญของไทยไปเมียนมา โดยไทยส่งออกผ่านด่านแม่สอด จ.ตาก คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 71 ของมูลค่าการส่งออกชายแดนไทยไปเมียนมา รวมทั้งส่งออกผ่านศุลกากรระนอง จ.ระนอง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 14

CR:Efinancethai