เสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2563 เวลา 09.09 น. เดลนิวส์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าสหรัฐร่วมมือกับนานาประเทศเพื่อพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้สำเร็จภายในสิ้นปีนี้ “แต่ไม่ว่าจะมีวัคซีนหรือไม่” การล็อกดาวน์ต้องยุติ เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไป
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันศุกร์ เกี่ยวกับสถานการณ์โรคโควิด-19 ที่ในสหรัฐมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 88,000 คน จากจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมเกือบ 1.5 ล้านคน ว่ารัฐบาลวอชิงตันพร้อมทุ่มความสนับสนุนด้านการเงินให้กับโครงการพัฒนาวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ กองทัพ และภาคเอกชน โดยตอนนี้มีวัคซีน “เข้ารอบ” แล้วอย่างน้อย 14 รายการ แต่เขาและทีมงานจะพิจารณาตัดให้เหลือน้อยกว่านี้อีก
ทั้งนี้ ทรัมป์กล่าวด้วยว่าสหรัฐไม่ปิดกั้นความร่วมมือกับนานาประเทศในเรื่องนี้ และแสดงความเชื่อมั่นว่าจะสามารถผลิตวัคซีนรุ่นแรกจำนวน “หลายร้อยล้านโดส” แจกจ่ายให้กับทั้งในและต่างประเทศภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งเร็วกว่าที่ยุโรปและผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ รวมถึงองค์การอนามัยโลก ( ดับเบิลยูเอชโอ ) และนพ.แอนโธนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคติดต่อและภูมิแพ้แห่งชาติของสหรัฐ ( เอ็นไอเอช ) คาดการณ์ไว้ว่าอย่างน้อย 12 ถึง 18 เดือน
นพ.แอนโธนี เฟาซี ซึ่งสวมหน้ากากอนาัมย ยืนฟังการแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ขณะเดียวกัน ผู้นำสหรัฐยืนกราน “ความจำเป็น” ของการที่เมืองทุกแห่งในประเทศต้องกลับมาดำเนินกิจการตามปกติ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป “ไม่ว่าจะมีวัคซีนหรือไม่ก็ตาม” อนึ่ง กระทรวงแรงงานของสหรัฐออกรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ว่าชาวอเมริกัน 2.9 ล้านคน ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ว่างงานกับรัฐบาลในรอบ 7 วันล่าสุด เพิ่มสถิติสะสมของประชาชนซึ่งต้องออกจากงานท่ามกลางวิกฤติโรคโควิด-19 เป็นอย่างน้อย 36.5 ล้านคน นับตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค. ที่ผ่านมา ถือเป็นสถิติการว่างงานสูงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ
ขณะที่อัตราว่างงานของผู้ประกันตนในระบบเมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา อยู่ที่ 14.7% คิดเป็นประมาณ 20.5 ล้านคน มากที่สุดนับตั้งแต่ผ่านพ้นภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง.
เครดิตภาพ : REUTERS
CR: เดลินิวส์
