อังคารที่ 12 พฤษภาคม 2563 เวลา 07.30 น. เดลินิวส์

การสวมหน้ากากอนามัย “เป็นข้อบังคับ” ในทำเนียบขาว โดยเฉพาะบริเวณห้องทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังเจ้าหน้าที่อย่างน้อย 2 คน ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 พ.ค. ว่าสำนักงานบริหารทรัพยากรบุคคลของทำเนียบขาวออกประกาศเมื่อวันจันทร์ ว่านับจากบัดนี้เป็นต้นไป บุคลากรทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัย หน้ากากผ้า หรือใช้สิ่งใดก็ตามป้องกันจมูกและปากของตัวเองให้มิดชิด ตลอดเวลาที่อยู่ในปีกตะวันตกของทำเนียบขาว ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องทำงานรูปไข่ สถานที่ทำงานของประธานาธิบดี ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ห้องประชุมส่วนกลาง และวอร์รูม
ทั้งนี้ การถอดหน้ากากอนามัยอนุญาตเฉพาะเมื่อนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะเท่านั้น ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องรักษาระยะห่างจากเพื่อนร่วมงานตามแนวทางปฏิบัติด้านสาธารณสุข มาตรการดังกล่าวมีขึ้นหลังนางเคที มิลเลอร์ โฆษกประจำตัวรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ และหนึ่งในเจ้าหน้าที่ดูแลใกล้ชิดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีผลการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นบวก

นายอเล็กซ์ อาซาร์ รมว.กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐ สวมหน้ากากอนามัยระหว่างร่วมการแถลงข่าว
ขณะที่ผู้นำสหรัฐซึ่งเป็นคนเดียวที่ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัย แถลงเมื่อวันจันทร์ ว่ามาตรการสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในปีกตะวันตกของทำเนียบขาวเป็นความต้องการของเขาเอง และยืนกรานว่าภายในสถานที่แห่งนี้ยังคงอยู่ภายใต้มาตรการคัดกรองด้านสาธารณสุขที่เข้มงวด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ที่ทรัมป์ยังคงปฏิเสธ ว่าไม่มีการติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อนภายในทำเนียบขว
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์กล่าวว่าเขาอาจเพิ่มการรักษาระยะห่างและลดการมีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับเพนซ์ในระยะนี้ ผู้นำสหรัฐไม่ได้กล่าวโดยตรงว่ารองผู้นำสหรัฐเข้าสู่กระบวนการกักตัวตามกระแสข่าวที่ยังคงสับสนหรือไม่ ทรัมป์กล่าวเพียงว่ายังไม่ได้เจอหน้าอีกฝ่ายตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ติดต่อกันผ่านโทรศัพท์ภายใน แม้เพนซ์เข้ามาทำงานในทำเนียบขาวตามปกติเมื่อวันจันทร์ ทว่าไม่ได้ร่วมการแถลงข่าวประจำวันเกี่ยวกับโรคโควิด-19
อนึ่ง การแถลงของทรัมป์เมื่อวันจันทร์ยุติ “อย่างฉับพลัน” หลังน.ส.เจียง เหว่ยเจี้ย ผู้สื่อข่าวหญิงชาวอเมริกันเชื้อสายจีนของซีบีเอส ถามผู้นำสหรัฐว่าเพราะเหตุใดต้องคอยย้ำเสมอว่า สหรัฐ “ทำได้ดีกว่าประเทศอื่น” ในเรื่องการตรวดคัดกรอง ทั้งที่เรื่องแบบนี้ไม่ควรนำมาเปรียบในเชิงแข่งขัน ซึ่งทรัมป์ตอบว่า “คำถามน่ารังเกียจแบบนี้ควรให้จีนตอบ” แล้วหันหลังเดินกลับทันที สร้างความไม่พอใจให้กับผู้สื่อข่าวหญิง และจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทันทีว่าเป็นการเหยียดเชื้อชาติหรือไม่.
เครดิตภาพ : AP, REUTERS
CR: เดลินิวส์
