พฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2563 เวลา 08.48 น. เดลินิวส์

รัฐบาลสหรัฐเปิดเผยผลการวิจัยทางคลินิกของ “เรมเดซิเวียร์” ซึ่งเป็นยาต้นไวรัส ว่าช่วยให้ผู้ป่วยโรคโควิด-19 มีอาการดีขึ้นเร็วกว่าปกติประมาณ 4 วัน
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ว่านพ.แอนโธนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคติดต่อและโรคภูมิแพ้แห่งชาติของสหรัฐ ( เอ็นไอเอช ) ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเฉพาะกิจฝ่ายบุคลากรการแพทย์ของทำเนียบขาว เพื่อต่อสู้กับวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 กล่าวเมื่อวันพุธ ว่าเอ็นไอเอชได้ทำการทดลองทางคลินิกเกี่ยวกับประสิทธิภาพของยาต้านเชื้อไวรัส “เรมเดซิเวียร์” กับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ป่วยโรคโควิด-19 จำนวน 1,063 คน ใน 68 ประเทศ
ทั้งนี้ การทดสอบเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 21 ก.พ. โดยทีมงานแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่มย่อย คือกลุ่มที่ได้รับยาเรมเดซิเวียร์ กับกลุ่มที่อยู่ภายใต้การรักษาแบบควบคุมด้วยยาหลอก ซึ่งผลปรากฏว่าการใช้ยาเรมเดซิเวียร์ลดระยะเวลาการรักษาได้ประมาณ 31% โดยผู้ป่วยมีอการดีขึ้นภายใน 11 วันหลังได้รับยา เทียบกับการรักษา “ด้วยวิธีปกติ” ที่ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นภายใน 15 วัน
ขณะเดียวกัน นพ.เฟาซีกล่าวด้วยว่า นอกจากการลดระยะเวลาการรักษา หรืออัตราการฟื้นตัวที่เร็วขึ้น การเสียชีวิตจากการได้รับยาเรมเดซิเวียร์ยังมีแนวโน้มต่ำด้วย โดยอัตราการเสียชีวิตของผู้ได้รับยาเรมเดซิเวียร์อยู่ที่ 8% และ 11.6% ในกลุ่มที่ได้รับยาหลอก
อนึ่ง นพ.เฟาซีเน้นว่าจริงอยู่ที่ยังไม่มีผลการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ซึ่งชี้ชัดว่า ยาเรมเดซิเวียร์ “เหมาะสมที่สุด” ในการใช้รักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่เป็นผลจากการได้รับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ทว่าผลงานวิจัยที่ออกมาสามารถอนุมานได้ถึง “ประสิทธิภาพเบื้องต้น” ของยาชนิดนี้
แม้ผลการทดลองยังไม่ได้ผ่านกระบวนการพิชญพิจารณ์ทางการแพทย์ แต่นพ.เฟาซี กล่าวว่า เอ็นไอเอชเตรียมเผยแพร่รายละเอียดทั้งหมดในวารสารการแพทย์และวิทยาศาสตร์ในอีกไม่นานนี้
ด้านบริษัทจิเลียด ไซเอนเซส ( Gilead Sciences ) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองฟอสเตอร์ซิตี ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และเป็นผู้พัฒนาและผลิตยาเรมเดซิเวียร์ ออกแถลงการณ์ว่า กำลังหารือกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ เกี่ยวกับแนวทางเพิ่มการผลิตยาเรมเดซิเวียร์ให้เพียงพอกับความต้องการของผู้ป่วยทั่วโลกต่อไป.
เครดิตภาพ : REUTERS
CR: เดลินิวส์
