พบป่วย’โควิด-19’มากกว่า3ล้านคน 1ใน3อยู่ที่สหรัฐ

อังคารที่ 28 เมษายน 2563 เวลา 12.35 น. เดลินิวส์

ผู้ป่วยสะสมบนโลกจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เพิ่มเป็นมากกว่า 3 ล้านคน โดย 30% อยู่ในสหรัฐ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 28 เม.ย. ว่าสถิติผู้ป่วยสะสมจากโรคโควิด-19 ใน 210 ประเทศและดินแดนทั่วโลก เพิ่มเป็นมากกว่า 3 ล้านคน เสียชีวิตรวมกันมากกว่า 210,000 คน และมีผู้ได้รับการรักษาหายแล้วมากกว่า 920,000 คน

ทั้งนี้ จากจำนวนผู้ป่วยสะสมทั้งหมดพบที่สหรัฐประมาณ 1 ใน 3 หรือมากกว่า 1 ล้านคน แม้รักษาหายแล้วเกือบ 140,000 คน แต่เสียชีวิตอย่างน้อย 56,800 คน กระนั้นหลายรัฐในสหรัฐทยอยเปิดเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยผ่อนคลายเพิ่มเติมจากร้านทำผมเป็นร้านอาหาร แต่มีเงื่อนไขว่าสถานประกอบการทุกแห่งต้องมีแนวทางปฏิบัติด้านความสะอาดอย่างเคร่งครัด

ขณะที่นพ.เทดรอส แอดนาฮอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ( ดับเบิลยูเอชโอ ) กล่าวว่าหนทางสู่การให้โลกปลอดจากโรคโควิด-19 “ยังอีกยาวไกล” ตอนนี้หลายประเทศในทวีปแอฟริกา ภูมิภาคยุโรปตะวันออก ลาตินอเมริกา และบางประเทศในเอเชียยังพบผู้ป่วยใหม่อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทุกฝ่ายต้องตระหนักคือการระบาดระลอกสอง และเตรียมพร้อมรับมืออย่างรัดกุมและมีประสิทธิภาพที่สุด

นพ.เทดรอสกล่าวด้วยว่า จริงอยู่ที่ในทางทฤษฎีถือว่าเด็กมีความเสี่ยงน้อยกว่าผู้ใหญ่ ในการที่จะล้มป่วยอย่างรุนแรงหลังได้รับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ แล้วเสียชีวิตในที่สุด แต่การที่ภารกิจของบุคลากรการแพทย์ตอนนี้มุ่งเน้นการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 อาจกลายเป็นการ “เปิดโอกาส” ให้กับเชื้อโรคอื่น ที่เป็นความเสี่ยงกับเด็ก ทั้งที่โรคนั้นมีวัคซีนป้องกัน โดยนพ.เทดรอสยกตัวอย่างโรคมาลาเรีย ที่ยาต้านบางชนิดใช้ได้ผลกับผู้ป่วยโรคโควิด-19 ทว่าหากจัดการยาไม่ดี ผู้ป่วยโรคมาลาเรียย่อมได้รับผลกระทบ

ด้านนพ.ไมเคิล ไรอัน ประธานโครงการฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของดับเบิลยูเอชโอ กล่าวเพิ่มเติมเดี่ยวกับสถานการณ์ในสหรัฐ ว่ารัฐบาลกลางมีแผนการควบคุมโรค “ที่ชัดเจน” แต่โครงสร้างอำนาจที่แบ่งออกเป็น 50 รัฐซึ่งบริหารตามแนวทางของตัวเองยิ่งทำให้สถานการณ์ “ซับซ้อน” และการที่หลายรัฐผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์โดยไม่มีแผนสาธารณสุขรองรับ และก่อนหน้านั้นไม่มีรายงานเรื่องการสอบสวนโรคและติดตามแกะรอยกลุ่มเสี่ยง ถือว่า “น่ากังวลอย่างยิ่ง”.

เครดิตภาพ : REUTERS

CR:เดลินิวส์