ซีอีโอ “ยูนิโคล่” เตือน “อย่าทำลายเศรษฐกิจด้วยโคโรน่าไวรัส”

วันที่ 28 เมษายน 2563 – 11:02 น. ประชาชาติธุรกิจ

Japan’s UNIQLO chairman and CEO Tadashi Yanai addresses a press conference in Hong Kong on April 25, 2013. UNIQLO will open its newest global store in Hong kong on April 26, following its success in greater China with more than 200 stores. AFP PHOTO / LAURENT FIEVET (Photo by LAURENT FIEVET / AFP)

นายทาดาชิ ยาไน ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัทฟาสต์ รีเทลลิ่ง เจ้าของแบรนด์เครื่องแต่งกาย “ยูนิโคล่” ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวนิกเกอิ เอเชียน รีวิว เกี่ยวกับมุมมองทางด้านธุรกิจในช่วงการแพร่รระบาดของ โควิด-19 โดยระบุว่า การดำเนินการควบคุมโรคระบาดของรัฐบาลไม่ควรทำให้เศรษฐกิจต้องหยุดชะงักทั้งหมดโดยสมบูรณ์ ไม่เช่นนั้นจะมีความเสียหายมากยิ่งขึ้นและจะใช้เวลานานในการฟื้นตัว “อย่าทำลายเศรษฐกิจด้วยโคโรน่าไวรัส”

ทั้งนี้ แบรนด์ยูนิโคล่ก่อตั้งในปี 1984 ก่อนที่จะขยายสาขาร้านค้าปลีกอย่างรวดเร็ว จนเป็นผู้จำหน่ายเครื่องแต่งกาย รายใหญ่อันดับที่ 3 ของโลกในขณะนี้ โดยนายยาไนนับว่าเป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์นำพาธุรกิจก้าวผ่านวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจมาแล้วหลายยุคสมัย ซึ่งในวิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้ นายยาไนได้เรียกร้องให้ภาคธุรกิจเร่งแสวงหาวิธีการของตนเองเพื่อเดินหน้ากิจการต่อไปได้

ใช้ยาแรง แต่ต้องไม่ทำลายเศรษฐกิจ

นายยาไนระบุว่า มาตรการที่รุนแรงแต่ไม่ทำลายเศรษฐกิจเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลญี่ปุ่นควรดำเนินการ โดยรัฐบาลควรตรวจหาเชื้อทุก ๆ คนในประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งต้องมีการสื่อสารสถานการณ์ให้ทุกคนได้รับรู้ ขณะที่ผู้เดินทางเข้า-ออกประเทศญี่ปุ่นจะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดเข้มงวดด้วย แต่บทบาทที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลคือการช่วยเหลือทุกคนที่ประสบปัญหาทางการเงิน โดยจะต้องเร่งกำหนดเกณฑ์และให้ความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ขณะที่การบริหารจัดการเรื่องอื่น ๆ ควรปล่อยให้เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลท้องถิ่น

“ปัจจุบันเรากำลังมุ่งเน้นไปที่ความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ความพยายามเหล่านี้จำเป็นต้องมาพร้อมกับการฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรม โดยต้องเริ่มคิดหาวิธีการว่าเราควรจะลงทุนเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับโลกหลังโคโรน่าไวรัสอย่างไร และแม้ว่าเราควรจะช่วยเหลือบุคคลที่ต้องการความช่วยเหลือ แต่ผู้คนก็ไม่ควรต้องคาดหวังรับการเยียวยาจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว รัฐบาลควรชี้แนะให้ผู้คนสามารถทำสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้”

นายยาไนระบุด้วยว่า “ผมคิดว่าบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากดำเนินงานเหมือนกับว่าพวกเขาถูกบริหารโดยรัฐบาล หลายบริษัทก็มุ่งเน้นสิ่งใหม่ ๆ อย่างระบบคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์มากจนเกินไป เราจำเป็นต้องขบคิดหาวิธีการว่า เราจะมีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือผ่านการดำเนินงานหลักของเราได้อย่างไร และควรต้องแสวงหาภูมิปัญญาจากทั่วโลก ผู้นำธุรกิจจำเป็นต้องเป็นผู้นำในการจัดการกับปัญหานี้”

ไม่มีใครทำเงินได้ ก็ไม่มีใครอยู่รอด

ในส่วนมาตรการจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลายประเทศบังคับใช้ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 นายยาไนมีความคิดเห็นว่า “ผู้คนไม่ควรจะสละชีวิตสาธารณะโดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพียงเพื่อเอาชนะโคโรน่าไวรัส เพราะหากไม่มีใครทำเงินได้ เราก็จะอยู่รอดไม่ได้ อย่างในยุโรปที่มีเพียงสวีเดนที่ยังอนุญาตให้ร้านค้าสามารถเปิดทำการได้ บริษัทและบุคคลทั่วไปควรตัดสินใจได้ด้วยตนเองว่าพวกเขาจะยังคงดำเนินกิจการต่อไปหรือไม่ โดยปราศจากการแทรกแซงจากรัฐบาล”

“ผมเข้าใจเหตุผลดีว่า ทำไมรัฐบาลต้องขอให้ธุรกิจระงับการดำเนินงานเพื่อช่วยป้องกันการแพร่ระบาด แต่บริษัทต่าง ๆ ก็ควรสามารถหาวิธีที่ดีกว่าการให้ทุกคนปิดประตูอยู่แต่ในบ้าน พวกเขาต้องคิดหาหนทางที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปได้พร้อมกับการป้องกันการแพร่กระจายของโคโรน่าไวรัส หากเศรษฐกิจพังทลาย สังคมทั้งหมดก็จะล่มสลายไปด้วย นั่นคือความเป็นจริง”

นายยาไนยังชี้ว่าการฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้กลับคืนมาหลังจากที่ระงับการดำเนินการไปต้องใช้เวลา อย่างร้านของฟาสต์ รีเทลลิ่งในประเทศจีนประมาณ 360 ร้านหรือราวครึ่งหนึ่งของจำนวนร้านค้าทั้งหมดต้องระงับการให้บริการในช่วงที่มีการแพร่ระบาดอย่างหนักในจีน แม้ขณะนี้ร้านส่วนใหญ่จะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง แต่รายได้ของแต่ละร้านลดลงเหลือเพียง 60%-70% “ลูกค้ายังคงไม่กลับมาที่ร้านค้าที่ถูกปิดเป็นเวลานาน อุตสาหกรรมอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศจีน และการฟื้นตัวในญี่ปุ่นก็จะยิ่งใช้เวลานานขึ้น”

โลกต้องร่วมมือกันยุติการระบาด

สำหรับนายยาไนซึ่งผ่านการบริหารในช่วงวิกฤตการณ์มาหลายครั้งไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการณ์การเงินปี 2008 และภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิในปี 2011 ได้ระบุว่า “การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในครั้งนี้ โลกได้เชื่อมโยงอย่างลึกซึ้ง ต่างจากวิกฤตเลห์แมนบราเธอร์สในปี 2008 ที่สมาร์ทโฟนยังไม่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย แต่นับจากนั้นเป็นต้นมา ผู้คนจากทุกมุมของโลกสามารถเชื่อมต่อกัน จากการเพิ่มขึ้นของอินเทอร์เน็ต เอไอ และหุ่นยนต์”

“โคโรน่าไวรัสนับเป็นหนึ่งในวิกฤตของศตวรรษ เช่นเดียวกันกับไข้หวัดสเปน ซึ่งทำให้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยนโยบายทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศคาดว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (เกรทดีเปรสชั่น) ในช่วงทศวรรษ 1930 แต่สิ่งต่าง ๆ อาจจะยิ่งแย่ไปกว่านั้น”

การแพร่ระบาดของไข้หวัดสเปนในปี 1918 ได้ตามมาด้วยหายนะอย่าง เกรทดีเปรสชั่นช่วงทศวรรษ 1930 และสงครามโลกครั้งที่ 2 “เราควรตระหนักว่าการระบาดของโควิด-19 ก็สามารถนำไปสู่วิกฤตแบบนั้นได้เช่นเดียวกัน แต่โลกปัจจุบันได้เชื่อมต่อกัน เราทุกคนสามารถเดินทางไปได้ทุกที่ทุกเวลา แต่ในขณะนี้โลกต้องมาร่วมกันหาวิธีการว่าเราจะสามารถยุติการระบาดได้อย่างไร” นายยาไนกล่าวทิ้งท้าย

CR:ประชาชาติธุรกิจ