โรงเรียนมัธยมในปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้กลับมาเปิดการสอน

อังคารที่ 28 เมษายน 2563 เวลา 08.37 น. เดลินิวส์

นักเรียนมัธยมในกรุงปักกิ่งและเมืองไซี่ยงไฮ้ของจีนกลับเข้าสู่โรงเรียนได้อีกครั้งในรอบ 3 เดือน หลังสถานการณ์โรคระบาด “โควิด-19” ในประเทศมีแนวโน้มดีขึ้นเป็นลำดับ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 28 เม.ย. ว่าโรงเรียนมัธยมต้นและมัธยมปลายในกรุงปักกิ่งและเมืองเซี่ยงไฮ้กลับมาเปิดเรียนอย่างเป็นทางการ เมื่อวันจันทร์ หลังสถานศึกษาระงับการเรียนการสอนภายในสถาบันนานร่วม 3 เดือน เนื่องจากวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยภาครัฐอนุญาตให้เฉพาะนักเรียนระดับมัธยมกลับมายังโรงเรียนได้ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับ “เกาเข่า” หรือการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ที่ปีนี้เลื่อนออกไปอีก 1 เดือนเป็นวันที่ 7 ก.ค. นี้

แน่นอนว่าสถานการณ์โรคระบาดครั้งนี้ ส่งผลให้รูปแบบการใช้ชีวิตของประชาชนเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ในโรงเรียนก็เช่นกัน ซึ่งนักเรียนที่กลับมาเข้าเรียนต้องพบกับบรรยากาศใหม่ ไว่าจะเป็นห้องเรียนที่มีจำนวนนักเรียนน้อยลง  การต้องสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในห้องเรียน และต้องนั่งห่างกันมากขึ้น จุดตรวจวัดอุณหภูมิที่หน้าประตูโรงเรียน และการที่สถานศึกษาระงับวิชาเรียนที่ต้องมีการสัมผัสร่างกายกัน อาทิ วิชาพลศึกษา

ทั้งนี้ แถลงการณ์โดยกระทรวงศึกษาธิการของจีนระบุว่า โรงเรียนทุกแห่งในกรุงปักกิ่งต้องมีจุดตรวจอุณหภูมิที่ประตูทางเข้า และนักเรียนตลอดจนบุคลากรประจำสถาบันต้องแสดง “รหัสสุขภาพสีเขียว” จากแอปพลิเคชั่นที่จะวิเคราะห์ความเสี่ยงเบื้องต้นของการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ขณะที่คณะกรรมาธิการสาธารณสุขแห่งชาติของจีนยังคงรายงานเป็นรายวัน เกี่ยวกับสถานการณ์โรคโควิด-19 ในประเทศ ว่ามีการยืนยันผู้ป่วยใหม่ 6 คนในรอบ 24 ชั่วโมงของวันจันทร์ที่ผ่านมา แบ่งเป็นการติดเชื้อในประเทศ 3 คน และผู้ป่วยจากต่างประเทศ 3 คน เพิ่มสถิติผู้ติดเชื้อสะสมเป็นอย่างน้อย 82,836 คน จำนวนผู้เสียชีวิตสะสมยังคงอยู่ที่อย่างน้อย 4,633 คน

นอกจากนี้ยังมีการพบผู้ติดเชื้อไม่แสดงอาการอีก 40 คน โดยจำนนวนผู้ติดเชื้อกลุ่มนี้ที่อยู่ภายใต้การสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่ มีอย่างน้อย 997 คน ส่วนผู้ป่วยหายดีมีอีก 81 คน เพิ่มสถิติในส่วนนี้เป็นอย่างน้อย 77,555 คง คงเหลือผู้ป่วยในระบบ 648 คน จากจำนวนดังกล่าว 50 คนยังมีอาการอยู่ในขั้นวิกฤติ.

เครดิตภาพ : REUTERS, AFP

CR: เดลินิวส์