จันทร์ที่ 27 เมษายน 2563 เวลา 08.10 น. เดลินิวส์

หลายรัฐในอเมริกาทยอยเปิดเมืองมากขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยังรุนแรง และประชาชนยังมีความสงสัยเกี่ยวกับมาตรการป้องกันโรค
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ ว่ากระแสข่าวที่เขาจะปลดนายอเล็กซ์ อาซาร์ ออกจากตำแหน่งรมว.กระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐ เพราะไม่พอใจที่อีกฝ่าย “ทำงานช้าเกินไป” ในการตอบสนองวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 “ไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง” และตำหนิซีเอ็นเอ็นพร้อมสื่ออีกหลายแห่งว่า “เผยแพร่เฟคนิวส์”
อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐยังคงเป็นเป้านิ่งของการวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชน และผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ทั่วโลก จากการ “เสนอแนะ” เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ให้มีการฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อเข้าสู่ร่างกาย เพื่อต่อสู้กับเช้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ กระนั้นต่อมาทรัมป์ออกมา “อธิบาย” ว่า “เป็นการประชดประชัน” และกล่าวโทษผู้สื่อข่าวที่ถามคำถามดังกล่าวว่า “ไร้จรรยาบรรณ”
ในขณะที่ผู้เสียชีวิตสะสมจากโรคโควิด-19 ในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นมากกว่า 55,000 คน เช่นเดียวกับจำนวนผู้ป่วยที่สะสมเพิ่มใกล้ถึง 1 ล้านคน หลายฝ่ายรวมถึงทำเนียบขาวหันมาให้ความสำคัญมากขึ้นกับการเปิดเมืองและเปิดระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยจอร์เจีย โอคลาโฮมา อะแลสกา และเซาท์แคโรไลนาเป็นรัฐกลุ่มแรกที่เริ่มเปิดเมืองภายใต้เงื่อนไขจำกัด เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
นอกจากนี้มีอีกหลายรัฐแสดง “ความพร้อม” มากขึ้นในการกลับมาเปิดเศรษฐกิจ แต่ประชาชนจำวนไม่น้อยยังไม่มั่นใจกับมาตรการป้องกันโรคของทางการ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่แน่นอน อาทิ น.ส. โรยัล โรส วัย 39 ปี เจ้าของร้านรับสักร่างกายแห่งหนึ่งในเมืองกรีลีย์ รัฐโคโลราโด กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ ว่าเธอยินดีปิดร้านและอยู่บ้านต่อไปตามคำสั่งของรัฐบาล แต่ท่าทีของทางการกลับกลายเป็นว่า “ทุกคนควรออกมาทำงานแม้สถานการณ์ยังเสี่ยง”
อนึ่ง รายงานของกระทรวงแรงงานของสหรัฐระบว่า จนถึงวันที่ 18 เม.ย. ที่ผ่านมา มีชาวอเมริกันขึ้นทะเบียนเป็นผู้ว่างงานอีก 4.4 ล้านคน เพิ่มสถิติสะสมของผู้ว่างงานในประเทศนับตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค. ที่ผ่านมา เป็นอย่างน้อย 26.453 ล้านคน และมีการวิเคราะห์ด้วยว่า อัตราว่างงานของสหรัฐในปีหน้าจะยังอยู่ที่ระดับ 10% โดยเป็นผลสืบเนื่องจากวิกฤติโรคระบาดครั้งนี้.
เครดิตภาพ : REUTERS
CR:เดลินิวส์
