ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ตกลงจัดประชุมระดับผู้นำเดือนธ.ค. นี้

อาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน 2562 เวลา 08.00 น. เดลินิวส์

รมว.ต่างประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เห็นชอบร่วมกัน ให้เตรียมจัดการหารือระดับผู้นำของทั้งสองประเทศในเดือนหน้า เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดจากเรื่องสมัยสงคราม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองนาโงยา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 24 พ.ย. ว่านายโทชิมิตสึ โมเตงิ รมว.กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น และนางคัง คยอง-ฮวา รมว.กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ พบหารือกันนอกรอบการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ “จี20” ที่เมืองนาโงยา ทางตอนกลางของญี่ปุ่น ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังรัฐบาลโซลปรับเปลี่ยนท่าทีในช่วงโค้งสุดท้าย ระงับการถอนตัวออกจากข้อตกลงแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองทางทหารกับญี่ปุ่น ที่มีชื่อว่า “จีโซเมีย” เพียง 6 ชั่วโมงก่อนถึงเวลาเที่ยงคืนตรงของวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นกำหนดข้อตกลงที่ลงนามร่วมกันเมื่อปี 2559 จะหมดอายุ

แม้เกาหลีใต้ยืนยันว่าการตัดสินใจดังกล่าวยังไม่ได้หมายความว่าข้อตกลงจีโซเมียจะ “คงอยู่ตลอดไป” แต่การที่รัฐบาลโซลตัดสินใจระงับการฟ้องร้องต่อองค์การการค้าโลก ( ดับเบิลยูทีโอ ) ต่อการที่ญี่ปุ่น “เพิ่มความเข้มงวด” ในการส่งออกวัตถุดิบตั้งต้นและสินค้าด้านเทคโนโลยีให้แก่เกาหลีใต้ตั้งแต่เดือนก.ค. ที่ผ่านมา และทั้งสองประเทศตอบโต้กันด้วยการเพิกถอนอีกฝ่ายออกจาก “บัญชีสีขาว” ด้านสิทธิพิเศษทางการค้า ได้รับการประเมินจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่าเป็น “สัญญาณบวก” จากแหล่งข่าวในรัฐบาลโซลที่เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ตัดสินใจระงับการออกจากจีโซเมีย หลังยื่นหนังสือแจ้งต่อญี่ปุ่นเมื่อเดือนส.ค. ที่ผ่านมา เมื่อมีโอกาสพบหารือกับนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ นอกรอบการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงเทพฯ เมื่อต้นเดือนนี้

  ทั้งนี้ นางคังกล่าวว่าเกาหลีใต้ “ซื้อเวลา” ครั้งนี้ เพื่อการเจรจา “ที่จริงจัง” กับญี่ปุ่น เพราะเหลือเวลาไม่มากแล้ว ส่วนนายโมเตงิกล่าวว่าเขาคาดหวังได้รับทราบรายละเอียดประกอบการตัดสินใจของเกาหลีใต้ “มากกว่านี้” แต่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันในการเตรียมจัดประชุมระดับผู้นำในเดือนหน้า ส่วนกระทรวงการค้าของญี่ปุ่นประกาศการเจรจาระดับเจ้าหน้าที่ครั้งใหม่ร่วมกับเกาหลีใต้ แต่ยืนยันว่าจุดยืนของญี่ปุ่นเรื่องค่าชดเชยแก่เหยื่อการใช้แรงงานทาสชาวเกาหลีใต้นั้น “จบ” ตั้งแต่ข้อตกลงเมื่อปี 2508 แล้ว.

เครดิตภาพ : AP, REUTERS

CR: เดลินิวส์