นักเศรษฐศาสตร์ยอมรับ ความขัดแย้งจีน-สหรัฐฯ คือ ‘สงคราม’

Aug 10, 2019. Last update Aug 10, 2019 14:41

นักเศรษฐศาสตร์ 87% ยอมรับ ‘ข้อพิพาททางการค้า’ จีน-สหรัฐฯ ยกระดับเป็น ‘สงคราม’ โดยอ้างอิงแบบสอบถามของ WSJ ซึ่งปีที่แล้วมีเพียง 50% เท่านั้นที่เห็นด้วยกับการใช้คำว่า ‘สงครามการค้า’

ผลสำรวจล่าสุดจากหนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล (WSJ) ซึ่งจัดทำในช่วงวันที่ 2 – 6 สิงหาคม สะท้อนให้เห็นว่า นักเศรษฐศาสตร์มองว่าข้อพิพาททางการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ คือ ภาวะ ‘สงคราม’ อย่างแท้จริง อ้างอิงสถิติผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 87 ที่ยอมรับการใช้คำว่า ‘สงครามการค้า’ ถือว่าเพิ่มขึ้นจากผลสำรวจของปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 50 เท่านั้น 

มุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่งในปีที่แล้วยังมองว่า ‘สงครามการค้า’ ครั้งนี้ เป็นเพียง ‘การต่อสู้ทางการค้า’ ‘ความตึงเครียดทางการค้า’ ‘การเผชิญหน้าทางการค้า’ หรือ ‘ข้อพิพาททางการค้า’ เท่านั้น

‘รัสเซล ไพรส์’ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส จากอเมริไพรส์ ไฟแนนซ์เชียล กล่าวว่า ตอนนี้นักเศรษฐศาสตร์หันมาใช้คำว่า ‘สงคราม’ กันอย่างแพร่หลายแล้ว

ขณะที่หนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล ซึ่งหลีกเลี่ยงการใช้คำว่าสงครามการค้า มาตลอด ก็ถือว่าคำศัพท์นี้ “เหมาะสมที่จะใช้” แม้จะไม่เห็นด้วยกับระดับความรุนแรงของคำก็ตาม

ผลสำรวจนี้ออกมาในช่วงที่มีการตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนระลอกใหม่ หลังทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 3 แสนล้านบาท อีกร้อยละ 10 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กันยายน ที่จะถึงนี้

ขณะที่จีนก็ออกมาปล่อยให้เงินหยวนอ่อนค่าต่ำสุดในรอบ 11 ปี จนสหรัฐฯ ประกาศให้จีนเป็นประเทศบิดเบือนค่าเงิน แต่ธนาคารกลางของประเทศจีนออกมาแก้ตัวภายหลังว่า สถานการณ์เงินหยวนอ่อนค่าเป็นผลจาก “มาตรการภาษีและการป้องกันการค้าที่มีต่อจีน” เท่านั้น

‘คริส เคอร์เกอร์’ นักวิเคราะห์นโยบายอาวุโส จากบริษัทวิจัยโคเวน วอร์ชิงตัน กล่าวว่า สิ่งที่จีนกำลังทำคือมาตรการการตอบโต้การขึ้นภาษีของสหรัฐฯ อย่างแน่นอน

ภายหลังจากที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นประเทศบิดเบือนค่าเงิน ธนาคารกลางของจีนก็ออกมาดูแลเงินหยวนให้แข็งค่ากลับไปอยู่ที่น้อยกว่า 7 หยวน / 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า การที่จีนยอมอ่อนข้อให้กับสหรัฐฯ หลังโดนกล่าวหาว่าเป็นประเทศบิเบือนค่าเงิน แท้จริงแล้วไม่ใช่การยอมแพ้หรือยอมอ่อนข้อแต่อย่างใด แต่เป็นการวางแผนเล่นเกมการค้าระยะยาว

แม้จีนจะออกมาปฏิเสธว่า รัฐบาลไม่มีความคิดจะใช้ค่าเงินเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการค้า แต่นักลงทุนจากทั่วโลกก็ยังมองเห็นความเป็นไปได้ที่จีนจะลุกขึ้นมาทำ ‘สงครามค่าเงิน’ อยู่ดี นักลงทุนบางส่วนจึงหันไปลงทุนในทองแทน ส่งผลให้ราคาทองพุ่งสูงขึ้นไปแตะที่ราคา 1,460 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 44,900 บาท ต่อ 1 ออนซ์ ซึ่งเป็นราคาขายสูงที่สุดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2556 

อ้างอิง; WSJ, CNN

CR:VoiceTV