เสาร์ที่ 3 สิงหาคม 2562 เวลา 09.16 น. เดลินิวส์
ผู้แทนระดับสูงด้านนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของสหภาพยุโรปยืนยันอาเซียนคือพันธมิตรทางการค้าที่สำคัญ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านกฎหมายของสมาชิกบางประเทศทำให้แนวโน้มการบรรลุเอฟทีเอในนามอาเซียนอาจลำบาก อียูจึงปรับแผนเร่งเครื่องเจรจาเป็นรายประเทศ หนึ่งในนั้นคือไทย
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ว่านางเฟเดริกา โมเกรินี ผู้แทนระดับสูงด้านนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของสหภาพยุโรป ( อียู ) แถลงหลังเสร็จสิ้นการเข้าร่วมประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ( ARF ) ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันศุกร์ ซึ่งประเด็นส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความสงสัยของหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อความร่วมมือด้านการค้าจากอียูว่าจะเป็นในรูปแบบ “ทวิภาคี” ระหว่างอียูกับอาเซียนในนามสมาชิกทั้ง 10 ประเทศ หรือระหว่างอียูกับสมาชิกอาเซียนเป็นรายประเทศ หลังอียูลงนามข้อตกลงการค้าเสรี ( FTA ) ร่วมกับสิงคโปร์และเวียดนามเมื่อปีที่แล้ว
ทั้งนี้ โมเกรินียืนยันว่าอียูเป็นหนึ่งในคู่ค้าสำคัญที่สุดของอาเซียน โดยมูลค่าการค้าระหว่างกันเมื่อปีที่แล้วสูงถึง 263,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 8.06 ล้านล้านบาท ) ถือเป็นอันดับ 2 รองเพียงจีนเท่านั้น แม้เธอยอมรับว่าการเจรจาเอฟทีเอในนามอียู-อาเซียน ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 “ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างสร้างสรรค์” ในระยะใกล้ แต่โมเกรินีกล่าวว่าการเจรจาเอฟทีเอกับไทยและอินโดนีเซียจะกลับมาเดินหน้าต่อไป ขณะเดียวกันอียูกำลังพิจารณารื้อฟื้นการเจรจาแบบเดียวกันกับฟิลิปปินส์และมาเลเซีย แม้เคยล้มเหลวไปเมื่อหลายปีที่แล้วก็ตาม

ด้านผู้สันทัดกรณีวิเคราะห์ว่า แม้แนวโน้มการบรรลุข้อตกลงเอฟทีเออียู-อาเซียน “ห่างไกลมากขึ้น” แต่ดูเหมือนอียูกำลังปรับเปลี่ยนแผน เนื่องจากมีรายงานว่าหากสหภาพสามารถบรรลุเอฟทีเอกับสมาชิกอาเซียนได้อย่างน้อย 6 ประเทศ ข้อตกลงการค้ากับอียูในนามอาเซียน “อาจไม่จำเป็น” โดยเฉพาะกฎหมายการค้ากับต่างประเทศของเมียนมาและกัมพูชายังคงมีข้อจำกัดอยู่มาก.
เครดิตภาพ : AFP,AP
CR:เดลินิวส์
