อังคารที่ 16 กรกฎาคม 2562 เวลา 08.15 น.
รัฐบาลโซลเดินหน้าเรียกร้องญี่ปุ่นยกเลิกมาตรการคุมเข้มการส่งออกสินค้าด้านเทคโนโลยีให้แก่เกาหลีใต้ แต่ตำหนิอีกฝ่ายใช้เรื่องดังกล่าว “เอาคืน” ข้อพิพาทสมัยสงคราม และเตือนว่าญี่ปุ่นจะได้รับผลกระทบมากกว่าในระยะยาว
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ว่าประธานาธิบดี มุน แจ-อิน กล่าวเมื่อวันจันทร์ ย้ำการเรียกร้องให้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ยกเลิกนโยบายกีดกันการค้าต่อเกาหลีใต้ ที่รัฐบาลโตเกียวบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา เป็นการยกระดับมาตรการควบคุมการส่งวัตถุดิบสำคัญในการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าเทคโนโลยีไปยังเกาหลีใต้ ซึ่งรวมถึงสารเคมีสำคัญหลายชนิด ที่จะส่งผลกระทบต่อสายงานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และสมาร์ทโฟนของเกาหลีใต้ให้ล่าช้าไปอีก เนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นอาจใช้เวลาพิจารณาเอกสารของผู้ประกอบการในประเทศที่ต้องการส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังเกาหลีใต้ “นานถึง 90 วัน”
ขณะเดียวกัน ผู้นำเกาหลีใต้กล่าวว่าญี่ปุ่นใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อ “เอาคืน” รัฐบาลโซลจากข้อพิพาทสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยศาลฎีกาของเกาหลีใต้มีคำพิพากษาเมื่อปลายเดือนต.ค. ปีที่แล้ว ให้บริษัทนิปปอน สตีล ของญี่ปุ่น จ่ายค่าชดเชยให้แก่แรงงานทาสในยุคนั้น แต่ญี่ปุ่นประท้วงอย่างหนัก และยืนยันว่าเรื่องนี้ “จบไปนานแล้ว” โดยอ้างถึงข้อตกลงเมื่อปี 2508 ที่นำไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระดับทวิภาคีด้วย นอกจากนี้ นายมุน ยังกล่าวอีกว่า ในระยะยาวญี่ปุ่น “จะเป็นฝ่ายเจ็บมากกว่า” ตราบใดที่ยังคงกดดันเกาหลีใต้ด้วยวิธีแบบนี้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อกระบวนการจัดการห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก ซึ่งญี่ปุ่นจะได้รับแรงเสียดทานนั้นเช่นกันจากการส่งออกที่จะติดขัด พร้อมทั้งย้ำว่ารัฐบาลโซลจะยื่นเรื่องร้องเรียนต่อองค์การการค้าโลก ( WTO ) แต่ทิ้งท้ายว่าเกาหลีใต้พร้อมเจรจากับญี่ปุ่นเพื่อปรับความเข้าใจ
ในอีกด้านหนึ่ง นายอี แจ-ยอง รองประธานบริหารบริษัทซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ที่ในทางพฤตินัยก็คือ “ผู้บริหารสูงสุด” ของอาณาจักรซัมซุง ประชุมฉุกเฉินทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทการค้าระหว่างรัฐบาลเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากนั้นมีรายงานว่าทายาทคนโตของซัมซุงเดินทางด่วนไปยังกรุงโตเกียว และต่อมาซัมซุงออกแถลงการณ์ว่า “มีวัตถุดิบสำรองเพียงพอ” สำหรับการผลิตสินค้า แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าจะสามารถใช้ได้นานเท่าใด.
CR:เดลินิวส์
